Tag: นิทานพื้นบ้าน

นิทานพื้นบ้านเรื่อง นกเจียกระยา (นกกระจาบ) กับลิงโบร๊ะ (ลิงเสน)

นิทานพื้นบ้านเรื่อง นกเจียกระยา (นกกระจาบ) กับลิงโบร๊ะ (ลิงเสน) กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว นกเจียกระยาฝูงหนึ่งทำรังอยู่บนต้นไม้ ธรรมดาแล้วนกเจียกระยาทำรังสวยงามมีความสามารถในการทำรัง เพื่อพักผ่อนและวางไข่ นกเจียกระยาทำรังเรียงรายอยู่ตามกิ่งไม้ห้อยโตงเตงดูแล้วสวยงาม นกเจียกระยาอยู่กันอย่างมีความสุข ตามประสานก อยู่มาวันหนึ่งลิงเจ้าเล่ห์ ตัวหนึ่งเห็นนกเจียกระยาอยู่กันอย่างมีความสุขก็นึกอิจฉา ด้วยการเป็นลิงเจ้าเล่ห์และคึกคะนอง รวมทั้งมีความเห็นแก่ตัว เจ้าลิงร้ายตัวนั้นนึกอยู่หลายวันที่จะหาเรื่อง (กลั่นแกล้ง) เพื่อจะทำลายรังนกเจียกระยา และเจ้าลิงก็ตัดสินใจฉีกรังนกและกินไข่นกเจียกระยาเสีย ที่มีไข่ก็กินไข่ ที่มีลูกก็ฉีกลูกนกด้วยความคึกคะนองแล้วก็จากไปด้วยความสนุกสนาน นกเจียกระยาก็ขอความเป็นธรรมจากศาล ข้าหาลิงทำร้ายรัง ศาลรับฟังคำฟ้องของนก หัวหน้าศาลขณะนั้นคือ มูสัง (ชะมด) เมื่อศาลฟังคำให้การของนกแล้วว่ามีมูลศาลสั่งเจ้าพนักงานออกหนังสือเชิญลิงอันธพาลมาสืบสวนหาข้อเท็จจริงว่าการกล่าวหาของนกจริงเท็จแค่ไหน เมื่อถึงเวลาศาลนัด เจ้าลิงร้ายและนกเจียกระยาก็มากันพร้อมหน้า มูสังข์ก็ขึ้นบัลลังก์ว่าความสอบถามผู้เสียหาย นกก็ให้การไปตามจริง มูสังถามลิงว่าจริงหรือเปล่าลองพูดมาสิ เจ้าลิงทำท่าลึกลักเพราะกลัวความผิด และคิดว่าความผิดของตนคงไม่พ้นถูกประหารแน่ แต่ด้วยความเจ้าเล่ห์ลิงก็ลุกขึ้นพูดว่า ข้าแต่ศาลที่เคารพ วันนี้ข้าพเจ้าไม่สบายขอให้ศาลเลื่อนการพิจารณาไปอีก ๗ วัน ศาลอนุญาต อีก ๗ วันต่อมา เมื่อเปิดศาล นกก็ให้การเหมือนเดิม ฝ่ายเจ้าลิงก็ให้การวกไปวนมาจนเที่ยง จึงคิดติดสินบนมูสังโดยการนำลูกขนุนลูกใหญ่และสุกน่ารับประทาน นำไปซ่อนไว้หลังบัลลังศาล เมื่อได้เวลานัดหมาย ต่างก็มาพร้อมกัน เมื่อสอบถามทั้งสองฝ่ายและเจ้าลิงตอบว่า นกเจียกระยาไปทำรังขวางทางเดินของลิงที่เดินทางอยู่เป็นประจำ มูสังก็สั่งว่าให้ทุกคนอยู่ในความสงบ

นิทานพื้นบ้านเรื่อง หนุ่มชาวนากับคนธรรพ์

นิทานพื้นบ้านเรื่อง หนุ่มชาวนากับคนธรรพ์ มีชายหนุ่มคนหนึ่ง ตกปลาอยู่บริเวณทุ่งนาแถบเชิงเขาพญาบังสา  คืนนั้นเป็นคืนเดือนหงาย  เขานึกสนุกขึ้นมาตามประสาคนหนุ่ม เลยพูดขึ้นว่าถ้าหากมีผู้หญิงสาวสักคนมาอยู่เคียงข้างเขาคงมีความสุขมาก พอพูดแล้วเขาก็หันไปทางด้านหลังก็พบผู้หญิงสาวตามที่เขาพูดไว้ ชายหนุ่มก็เดินเข้าไปหาพูดคุยตามประสาหนุ่มสาว และในที่สุดก็ขอแต่งงานกับหญิงสาวผู้นั้น หญิงสาวคนนั้นก็ชวนชายหนุ่มไปทำพิธีแต่งงานที่บ้าน เขาก็ตกลงและได้จัดพิธีแต่งงงานกันใหญ่โต มีผู้คนมางานมากมาย เขาอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขจนกระทั่งมีลูกด้วยกันสองคน วันหนึ่งชายหนุ่มคนนั้นขอกลับไปเยี่ยมบ้าน เพื่อจะไปงานแต่งงานของหลานสาว  ภรรยาของเขาให้ไป แต่มีข้อแม้อยู่ว่าห้ามกินของที่ลักขโมยมา  ถ้าหากกินเข้าไปจะทำให้ต้องมีอันจากกันทันที และจะต้องไม่พบกันอีกเลย  ชายหนุ่มก็ตอบตกลง  เมื่อเขามาที่งานที่บ้านเดิม เจ้าของงงานได้ไปซื้อวัวที่ถูกขโมยมา  เมื่อเขากินเนื้อวัวเข้าไปแล้วทำให้ลืมทุกสิ่งทุกอย่างหมด  จะกลับไปหาภรรยาและลูกก็กลับไม่ถูก  เขาก็ต้องอยู่ที่บ้านเดิมจนกระทั่งตายไป (ผู้เล่า : นายชาญ   นิยมผล)

นิทานพื้นบ้านเรื่อง ไม้วิเศษ

นิทานพื้นบ้านเรื่อง ไม้วิเศษ มีเศรษฐีผู้หนึ่งเป็นคนร่ำรวยมาก และมีเพื่อนสนิทอยู่  ๔ คน  วันหนึ่งได้พบว่าของมีค่ามากชิ้นหนึ่งได้หายไป เศรษฐีจึงเรียกเพื่อนทั้งสี่มาพบ แต่ไม่มีผู้ใดยอมรับว่าตนได้เอาไป เศรษฐีจึงไปหยิบไม้มา ๔ ท่อน และบอกว่าเป็นไม้วิเศษ ถ้าใครเป็นคนเอาของไปไม้ก็จะยาวออกมาอีก ๑ นิ้ว แล้วจึงมอบให้เพื่อนทั้งสี่ไปคนละท่อนให้แยกย้ายกันกลับบ้าน เพื่อหนึ่งในสี่คนของเศรษฐีนั้นซึ่งเป็นผู้ขโมย รู้สึกกระวนกระวายใจมากกลัวไม้จะยาวขึ้น เมื่อคิดได้เช่นนั้นจึงตัดไม้ออกเสีย ๑ นิ้ว พอรุ่งเช้าเศรษฐีก็เรียกพบเพื่อตรวจดูไม้ ก็จับได้ว่าเพื่อนคนที่ตัดไม้ออก ๑ นิ้วนั้นเป็นผู้ขโมย เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า คนโง่ย่อมเป็นเหยื่อของคนฉลาด (ผู้เล่า :  ด.ต.ผวน    แพ่งเมือง)

นิทานพื้นบ้านเรื่อง จดหมายรักเป็นเหตุ

นิทานพื้นบ้านเรื่อง จดหมายรักเป็นเหตุ ยูร เป็นเด็กชายวัยรุ่นอยู่หมู่บ้านช่องลม ตอนเป็นเด็กพ่อแม่ส่งให้ไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนประจำหมู่บ้าน แต่เนื่องจากความเกียจคร้านของเจ้าของยูรเอง ทำให้สามารถเรียนได้เพียงชั้นประถมศึกษา ๒ ก็ไม่ยอมเรียนอีกเลย ดังนั้นเจ้ายูรจึงอ่านและเขียนหนังสือไม่ค่อยได้ เมื่อเติบโตเป็นหนุ่มก็เที่ยวเกี้ยวพาราสีสาวๆในหมู่บ้านด้วยการพูดจาบ้าง เขียนจดหมายรักบ้าง ตามเรื่องตามราวของหนุ่มๆและมีจดหมายฉบับหนึ่งที่ยูรได้เขียนถึงสาวคนรักด้วยใจความดังต่อไปนี้ “ ฉุนที่รัก ถ้ารังให้ตอบ ถ้าหม้ายรัง ไม่ต้องตอบ จากพี่ที่รัง ลงชื่อ เกยรู ซึ่งถ้าถอดความตามจดหมายที่แท้จริงแล้ว จะได้ความว่า “ฉุ้นที่รัก  ถ้ารักให้ตอบ ถ้าไม่รักไม่ต้องตอบ จากพี่ที่รัก ลงชื่อ  เกยูร (ผู้เล่า  : นายณรงค์    ทองใบ)

นิทานพื้นบ้านเรื่อง พระทายแม่น

นิทานพื้นบ้านเรื่อง พระทายแม่น มีพระอยู่รูปหนึ่งมีความเชี่ยวชาญในเรื่องดูโชคชะตาราศี ทุกวันๆจะมีชาวบ้านไปดูโชคกันมากมายเป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของหาย ดวงดีดวงไม่ดี ผลการทำนายก็มักปรากฏว่าแม่นยำเสมอมา อยู่มาวันหนึ่งมีชาวบ้านคนหนึ่งอยากลองดีกับพระรูปนี้ก็ออกหาปลาได้ปลาช่อนมา ๑ ตัว กระจง ๑ ตัว นำเอามาฝังไว้ แล้วจึงไปที่วัดนั้นเพื่อจะให้พระรูปนั้นทำนายว่ามื้อเย็นนี้ตนจะกินข้าวกับอะไร แต่ขณะนั้นปรากฏว่าพระกำลังดูโชค แต่ขณะนั้นปรากฏว่าพระกำลังดูโชคให้กับชาวบ้านคนอื่นยุ่งๆอยู่ แต่เขาก็เข้าไปขัดจังหวะ พระจึงแกล้งพูดออกไปว่า “กินกับเคยจี” เขาก็โกรธว่าพระไม่ได้ตั้งใจจะทำนายให้ตน แต่ใจหนึ่งคิดว่าคราวนี้พระคงทายไม่ถูกแน่ เพราะตนต้องไม่ได้กินข้าวกับเคยจีแน่นอน แต่คงกินกับแกงปลาหรือไม่ก็แกงกระจง คิดพลางเดินพลางว่าจะกินแกงปลา หรือแกงกระจงดี ย้อนกลับมาดูปลาช่อนและกระจง ซึ่งถูกขังอยู่ก็ช่วยกันวางแผนเอาตัวรอด ในที่สุดก็ตกลงกันว่าให้ปลากระโดดออกไปแล้วแกล้งทำเป็นตายอยู่หน้าบันไดบ้าน พอชายคนนั้นกลับมาถึงบ้านก็พบปลาช่อนตายเกล็ดแห้งอยู่หน้าบันไดก็คิดว่าจะแกงปลาช่อน จึงนำปลาช่อนไปที่หนองน้ำใกล้ๆบ้านเพื่อล้างดินทรายออกจากตัวปลา แต่ในขณะที่ล้างอยู่นั้นปลาช่อนก็ดิ้นหลุดออกไปจากมือ ชายผู้นั้นก็ตะโกนเรียกภรรยาของเขาให้เอาสุ่มมาจับปลา โดยลืมนึกไปว่าสุ่มนั้นครอบกระจงอยู่ เมื่อได้สุ่มแล้วเขาก็สุ่มหาปลาอยู่จนเหนื่อยก็ไม่ได้ปลา จึงคิดว่ากลับบ้านแกงกระจงดีกว่า แต่พอมาถึงบ้านก็นึกขึ้นได้ว่า สุ่มนั้นครอบกระจงอยู่ เมื่อเอาสุ่มออกกระจงก็หนีไปได้ จึงบอกภรรยาว่า “ถ้าอย่างนั้น จีเคยกินกับข้าวดีกว่า แสดงว่าพระรูปนั้นทำนายทายทักแม่นยำจริงตามคำร่ำลือ (ผู้เล่า :  นายจัด    มีบุญ)

นิทานพื้นบ้านเรื่อง ขนมพอสมน้ำยา

นิทานพื้นบ้านเรื่อง ขนมพอสมน้ำยา ตามประเพณีสมัยก่อนชายหนุ่มหญิงสาวจะแต่งงานกันได้ จะต้องให้ผู้ใหญ่เป็นผู้จัดการซึ่งใช้วิธีแบบคลุมถุงชน มีชายหนุ่มขาเสียอยู่คนหนึ่งอยากมีคู่ครองก็บอกพ่อแม่ให้ไปจัดการสู่ขอหญิงสาวในตำบลเดียวกันให้ บังเอิญหญิงสาวคนนั้นปากแหว่ง แต่ใช้ขี้ผึ้งอุดไว้ เมื่อผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายตกลงกันเป็นที่เรียบร้อยก็นัดวันแต่งงานเชิญแขกมามากมาย ในพิธีเจ้าบ่าวก็พยายามสงบเสงี่ยมปิดบังไม่ให้ฝ่ายเจ้าสาวเห็นว่าตนขาเสีย เจ้าสาวก็พยายามปกปิดไม่ให้ฝ่ายเจ้าบ่าวรู้ว่าตนปากแหว่าง พิธีผ่านไปด้วยดี ก็ถึงตอนที่เลี้ยงแขก เจ้าบ่าวเจ้าสาวต้องมานั่งกับพื้นกินข้าวรวมกับชาวบ้านที่มาร่วมงาน ซึ่งอาหารก็ยกมาเป็นถาดเจ้าบ่าวก็นั่งด้วยความระมัดระวังโดยนั่งทับขาตนเองไว้ ซึ่งตามปกติขาซ้ายของเจ้าบ่าวจะงอไม่ได้ เจ้าสาวก็สงบเสงี่ยมนั่งกินข้าวไปเรื่อยๆ มีจังหวะหนึ่งที่เจ้าบ่าวเผลอตัวขาที่นั่งทับไว้ก็หลุดออกไปชนเข้ากับถาดอาหารทำให้อาหารหกเรี่ยราด แขกที่มาในงานต่างก็หัวเราะรวมทั้งเจ้าสาวเองด้วย เจ้าสาวหัวเราะจนขี้ผึ้งที่อุดปากไว้หลุดออก เจ้าบ่าวก็เห็นปากแหว่งของเจ้าสาว เจ้าสาวก็เห็นขาเสียของเจ้าบ่าว เมื่อเห็นว่าความลับของตนถูกเปิดเผย และพิการทั้งคู่ก็เลยไม่คิดอะไรมาก อยู่กินกันอย่างมีความสุขตลอดไป (ผู้เล่า :  นายจัด     มีบุญ)

นิทานพื้นบ้านเรื่อง ปลวกขึ้นบ้านพาง

นิทานพื้นบ้านเรื่อง ปลวกขึ้นบ้านพาง มีชายสองคนจะทำมาหากินอะไรก็ไม่ร่ำรวย ยิ่งทำงานก็ยิ่งจนลงเมื่อเขาเห็นว่าขืนทำอาชีพอย่างที่ทำอยู่นี้  วันหนึ่งคงจะอดตายเป็นแน่ จึงชวนกันไปทำมาหากินทางบ้านกระเหรี่ยง เพื่อให้แต่ละคนมีโอกาสเก็บเงินเก็บทองได้ จึงตกลงกันว่าใครคนหนึ่งจะต้องโกนศีรษะบวชเป็นพระ เพราะไปไหนก็ไม่อด ชาวบ้านจะทำบุญทำทานเสมอ ด้วยเหตุนี้จึงพากันขโมยจีวรพระ เอามาใช้ห่มครองแล้วโกนศีรษะคล้ายกับพระ แล้วออกเดินทางไปบ้านกระเหรี่ยง เมื่อไปถึง ชายคนที่ไม่ได้นุ่งห่มผ้าเหลืองได้เข้าไปในหมู่บ้านก่อน เพื่อคุยกับชาวบ้านจนกระทั่งเดินไปถึงบ้านผู้ใหญ่บ้าน เห็นปลวกขึ้นตามเสาและกัดกินจนถึงหลังคา และมองเห็นคนในบ้านมีคนป่วยนอนอยู่ เขาเห็นเป็นโอกาสดีจึงพูดขึ้นว่า ปู่หลวง (ผู้ใหญ่บ้าน) ท่านทำไม่ถูกต้องด้วยเหตุนี้คนในบ้านของท่านจึงเจ็บป่วยอยู่ตลอดเวลา หากไม่รีบแก้ไขจะยิ่งไปกันใหญ่ ผู้ใหญ่บ้านก็กลัวจึงถามว่า พอจะช่วยได้บ้างไหม ถ้าทำได้จะขอบคุณมาก ชายคนนั้นจึงบอกว่าจะต้องให้พระสงฆ์มาทำการสวดและถอนสิ่งอัปมงคลเหล่านี้เสีย คนที่ป่วยก็จะหาย ผู้ใหญ่บ้านรู้สึกพอใจมาก ถามว่า  “ท่านช่วยหาพระมาช่วยสะเดาะเคราะห์ให้ข้าได้ไหมล่ะ ต้องใช้ค่าขึ้นครูเท่าไร” ชายคนนั้นเห็นได้โอกาสรีบตอบว่า “ขันตั้งมีเงิน  ๑๐ กรัม  พริกแห้ง ๔ กิโลกรัม ข้าวสารและพลูนึ่งอีกหนึ่งห่อ  ผู้ใหญ่บ้านรีบตกลงทันที ชายคนนั้นพาเพื่อนของตนมา พอมาถึงผู้ใหญ่บ้านก็รีบจัดเงินค่าขึ้นครูให้ทันที พระปลอมนั่งลงเรียบร้อย เพื่อนจึงอาราธนาให้ทำการสวด แต่เนื่องจากชายคนนั้นไม่เคยบวชเรียนมาก่อน จึงท่องได้แต่นะโมตัสสะเท่านั้น เขาจึงท่องแต่นะโมเสียสามจบ ก็ไม่รู้ว่าจะเอาอะไรมาท่องมาสวดอีก  พอดีตาเหลือบไปดูตามเสาเรือนและข้างฝา มองเห็นปลวกกำลังไต่ขึ้นไต่ลง จึงกระแอมดังๆแล้วกล่าวออกมาว่า  “ปลวกขึ้นเอื้อนบางมันขึ้นเป็นท่องแถว ขึ้นเป็นแนวเป็นเส้น ขึ้นติ๊กๆขึ้นแต้วๆตัวหนึ่งขึ้นตัวหนึ่งลง

นิทานพื้นบ้านเรื่อง อาหวังกุจา

นิทานพื้นบ้านเรื่อง อาหวังกุจา กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  ยังมีชาวป่าสองสามีภรรยา มีอาชีพตัดฟืน มีลูกชายคนเดียวชื่อ อาหวังกุขจา เป็นคนที่กินเก่งมาก กินข้าวแต่ละมื้อ ๑ ชามใหญ่ พ่อกับแม่เกลียดชังมาก จึงคิดอุบายที่จะให้อาหวังกุจาตายไปเสียจากโลก  วันหนึ่งจึงพาอาหวังกุจาไปตัดฟื้นด้วย เมื่อจะโค่นต้นไม้ก็ให้อาหวังกุจาไปยืนใต้ต้นไม้นั้นเพื่อที่จะได้รับต้นไม้ที่กำลังล้มลงมา เมื่อต้นไม้ล้มทับอาหวังกุจาติดอยู่ใต้ต้นไม้ พ่อแม่คิดว่าเขาตายไปแล้วก็รีบกลับบ้านเตรียมหุงหาอาหารกินกันก็พบว่าอาหวังกุจากลับมาถึงบ้านแล้วพร้อมกับต้นไม้ที่ล้มลงทับตัวเขา  อาหวังกุจาโยนต้นไม้ลงบนพื้นหน้าบ้านเสียงดังสนั่น พ่อแม่ได้ยินก็ออกมาดู แม่จึงต้องหุงข้าวเพิ่มอีก วันต่อมาพ่อ แม่ก็เรียกอาหวังกุจามาพบเพื่อบอกให้ไปปลูกข้าวบนเขาสองลูก โดยหวังจะให้อาหวังตาย แต่ไม่สำเร็จอีก เพราะอาหวังสามารถปลูกข้าวได้หมดทั้งภูเขาสองลูกนั้น พ่อแม่เห็นดังนั้นก็เกิดความรู้สึกผิดชอบชั่วดี เห็นความดีของลูก ก็รักอาหวังกุจามากกว่าเดิม ครอบครัวนี้ก็เป็นสุขตั้งแต่นั้นมา (ผู้เล่า  :  บาชีรน   เหมสลาหมาด)

นิทานพื้นบ้านเรื่อง โหรพ่อเบอร์ลาลัง (ตั๊กแตน)

นิทานพื้นบ้านเรื่อง โหรพ่อเบอร์ลาลัง (ตั๊กแตน) มีชายคนหนึ่งภรรยาเสียชีวิตทิ้งลูกชายไว้คนหนึ่งชื่อ เบอร์ลาลัง  (เบอร์ลาลัง  แปลว่า ตั๊กแตน) วันหนึ่งๆ เขาเอาแต่นอนไม่ยอมทำมาหากินเพราะเขาเสียใจที่ภรรยาของเขาเสียชีวิต  เบอร์ลาลังทนเห็นพฤติกรรมของพ่อไม่ไหว  จึงออกรับจ้างทำงานเพื่อแลกกับอาหาร  เย็นวันหนึ่งเบอร์ลาลังเดินกลับบ้านด้วยความดีใจที่เขาได้รับสิ่งของและเงินจากนายจ้าง  ในระหว่างทางเห็นโจรสองคนกำลังจูงวัวตัวหนึ่ง  ทำให้เขาเกิดความกลัวเลยขึ้นบนต้นไม้  โจรทั้งสองจูงวัวมาถึงต้นไม้ต้นนั้นก็หยุดพักผ่อน  เพื่อปรึกษาหารือเกี่ยวกับวัวที่ขโมยได้ว่าจะเอาไปไว้ที่ไหน  เบอร์ลาลังได้ยินดังกล่าวก็ขย่มต้นไม้  โจรทั้งสองเข้าใจว่าผีหลอก  ต่างคนต่างก็วิ่งไปคนละทิศคนละทาง  เบอร์ลาลังลงจากต้นไม้จูงวัวตัวนั้นไปที่ป่าข้างบ้านแล้วเล่าให้พ่อของเขาฟัง ผู้เป็นเจ้าของวัวออกปากเพื่อนบ้ายให้ช่วยกันตามวัว  พอถึงบ้านเบอร์ลาลังรู้สึกกระหายน้ำ  จึงขอน้ำเบอร์ลาลัง  เขาได้ถามเจ้าของวัวและเพื่อนๆ ว่าจะไปไหน  เจ้าของวัวก็เล่าให้ฟัง  เบอร์ลาลังเสนอว่าพ่อของเขาสามารถดูหมอได้  เจ้าของวัวก็ตกลง  เบอร์ลาลังเข้าไปในห้องของพ่อและกระซิบบอกให้พ่อเขาทราบ พ่อของเบอร์ลาลังออกมาพูดคุยกับเจ้าของวัว  แล้วสั่งให้เบอร์ลาลังเอาน้ำใส่กะละมังพร้อมด้วยเทียนหนึ่งเล่ม  เสร็จแล้วว่าคาถาเป่าสามครั้ง  บอกเจ้าของวัวและเพื่อนดูในกะละมังก็จะสามารถเห็นว่าวัวอยู่ที่ไหน  แต่ถ้าหากพ่อแม่ของผู้ใดไม่ได้แต่งงานถูกต้องตามประเพณีก็จะไม่สามารถแลเห็น  ต่างคนต่างก็ก้มมองในกะละมังและบอกว่าเห็นวัว  จึงชวนเบอร์ลาลังไปเอา  ในที่สุดวัวที่หายก็ได้กลับคืนสู่เจ้าของ  เรื่องทั้งหมดนี้ได้กระจายจนรู้ไปทั่วหมู่บ้าน อยู่มาวันหนึ่งได้มีโจรปล้นบ้านเจ้าเมือง  โดยได้เอาทรัพย์สินเงินทองไปหมด  ทรัพย์สินทั้งสินโจรได้นำไปเก็บไว้  ณ ถ้ำแห่งหนึ่ง ฝ่ายเจ้าเมืองได้ออกประกาศว่าหากผู้ใดสามารถนำทรัพย์สินเงินทองกลับมาได้จะให้รางวัลอย่างงาม  ในหมู่บ้านของเขามีหมอดูคนหนึ่งสามารถดูได้อย่างแม่นยำมาก  เจ้าเมืองจึงได้เชิญให้พ่อของเบอร์ลาลังเข้าพบแต่ไม่รับปากว่าจะดูให้ได้  เจ้าเมืองโกรธมาก  และบังคับให้ดูและนำทรัพย์สินกลับคืนมาให้ได้  หากไม่ได้จะประหารชีวิต  ในที่สุดพ่อของเบอร์ลาลังก็ดูให้โดยใช้วิธีเดียวกับที่เคยดูวัวหาย  พ่อของเบอร์ลาลังไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรจึงรับปากว่าพรุ่งนี้จะออกไปหาให้  จากนั้นก็เดินทางกลับบ้าน  พอถึงบ้านก็ดุว่าลูกชายเป็นการใหญ่ว่า  เรื่องทั้งหมดนี้เป็นเพราะเบอร์ลาลังได้ก่อขึ้น 

นิทานพื้นบ้านเรื่อง ผีหลังกลวง

นิทานพื้นบ้านเรื่อง ผีหลังกลวง เมื่อประมาณ  ๓๐  ปีเศษมาแล้ว  มีสองสามีภรรยาคู่หนึ่งได้มาตั้งถิ่นฐานที่ตำบลฉลุง มีอาชีพหาหน่อไม้ขาย  ทุกๆ วันสองสามีภรรยาคู่นี้จะเข้าไปหาหน่อไม้ที่เขาหาบเคยเป็นประจำ  อยู่มาวันหนึ่งสองสามีภรรยาคู่นี้ได้ไปหาหน่อไม้ตามปกติ  แต่วันนี้คนทั้งสองก็หาหน่อไม้ไม่ได้แม้แต่หน่อเดียว  และเข้าทั้งสองได้หลงทางเข้าไปทางด้านหลัง  ด้านหลังของเขาหาบเคย  ซึ่งเป็นหมู่บ้านของผีหลังกลวง  ทั้งคู่หิวน้ำมากจึงเข้าไปขอกินน้ำ  คนในหมู่บ้านของผีหลังกลวงก็ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี  และชัดชวนให้คนทั้งสองนั่งพักผ่อนและกินอาหารเย็น สองสามีภรรยาจึงตอบตกลง  จนถึงเวลาเย็นดวงอาทิตย์ใกล้จะตกดิน  หลังจากที่คนทั้งสองได้กินอาหารเย็นแล้ว  คนทั้งสองจึงบอกลาคนในหมู่บ้านนั้นไป  แต่คนในหมู่บ้านนั้นบอกว่า  จะให้ดูอะไรสักอย่างก่อนที่จะกลับบ้าน  แล้วคนในหมู่บ้านก็พร้อมใจกันหันหลังให้สองสามีภรรยาดู  ปรากฏว่าข้างหลังของคนเหล่านั้นเต็มไปด้วยน้ำเหลือง  หนอน  และพวกตับไตไส้พุง  และอวัยวะ  ภายในส่วนอื่นๆ  ของร่างกายอีก  พร้อมมีกลิ่นเหม็นเน่า  จนทำให้คนทั้งคู่อาเจียนและพากันวิ่งหนีกลับบ้าน  เมื่อกลับมาถึงบ้านคนทั้งสองก็จับไข้อย่างหนักประมาณกว่าๆ คนทั้งสองก็ผมร่วงหมด (ผู้เล่า :  นางดำ  กั่วพานิช)