นิทานพื้นบ้านเรื่อง ท้าวสิงกาโลกระต่ายคำ

นิทานพื้นบ้านเรื่อง ท้าวสิงกาโลกระต่ายคำ อักษรธรรม ๘ ผูก วัดโดนสว่าง บ้านโนนขุมคำ ต.พังเคน อ.เขมราฐ จ.อุบลราชธานี   พญากาสีและนางประทุมามีโอรสที่เมื่อถือกำเนิดมามีรูปร่างคล้ายกระต่ายมากกว่าคน  จึงทำให้พญากาสีสั่งให้นำบุตรไปทิ้งเสีย  ด้วยความรักลูกนางประทุมาไม่ยอมจึงถูกเนรเทศให้ไปอยู่ในป่าพร้อมโอรสที่ได้นามว่า ท้าวสิงกาโลกระต่ายคำ และมีนางหล้ามเหสีอีกองค์ตามเสด็จไปอยู่ด้วย ทั้งสามใช้ชีวิตอยู่กลางป่า สัตว์ป่าทั้งหลายต่างก็เป็นมิตรกับท้าวสิงกาโลกระต่ายคำ โดยเหตุที่เป็นคนดี  ต่อมานางหล้าก็คลอดโอรสออกมาได้นามว่า สุวรรณคีรี   เมื่อทั้งสองกุมารเติบโตเป็นหนุ่มก็คอยปฏิบัติหุงอาหาร เลี้ยงดูมารดาเรื่อยมา วันหนึ่งสองกุมารเดินป่าได้พบกับนางไกษรลูกสาวฤาษี สุวรรณคิรีผู้น้องได้นางไกษรมาเป็นภรรยา ต่อมากิตติศัพท์ความดีของท้าวสิงกาโลกระต่ายคำ  ได้ยินไปถึงหูพระบิดาเข้า พระองค์ทรงคิดถึงมเหสีและโอรสจึงให้สร้างถนนมารับโอรสกลับไปครองเมือง

นิทานพื้นบ้านเรื่อง ท้าววัวทอง (อุ่นหล้าวัวทอง)

นิทานพื้นบ้านเรื่อง ท้าววัวทอง (อุ่นหล้าวัวทอง) อักษรธรรม ๘ ผูก วัดเวฬุวัน ต.กุดยางลวด อ.ตระการพืชผล จ. อุบลราชธานี   พระโพธิสัตว์เสวยชาติเป็นวัวตัวใหญ่ เรียกว่า วัวทอง  เป็นสัตว์เลี้ยงของนายพรานป่า ผู้ที่เลี้ยงวัวทองคือ ท้าวอุ่นหล้า ลูกชายของนายพรานป่า ต่อมานายพรานป่าได้นางผีปอบมาเป็นภรรยาคนที่สอง นางผีปอบจับแม่ของท้าวอุ่นหล้ากินเสีย  วัวทองจึงพาอุ่นหล้าหนีไปอยู่ที่อื่น  ระหว่างทางวัวทองได้ช่วยงูซวงสู้กับพญานาคได้ชัยชนะ ท้าวอุ่นหล้าและวัวทองไปอาศัยกับย่าจำสวน คือหญิงชราที่เฝ้าสวนกษัตริย์ ท้าวอุ่นหล้าเที่ยวพนันชนวัวและได้ข้าวห่อมาเลี้ยงชีวิต   หลานเจ้าเมืองนำวัวมาท้าชน แต่แพ้ ทำให้เจ้าเมืองไม่พอใจ จึงท้าให้วัวทองไปสู้รบกับปลิงใหญ่ที่เจ้าเมืองเลี้ยงไว้  ท้าววัวทองและปลิงใหญ่ต่อสู้กันจนตาย วัวทองได้ไปเกิดเป็นเทพบุตรในสวรรค์ แต่คอยช่วยเหลือท้าวอุ่นหล้า ให้พ้นจากการจองเวรของเจ้าเมือง เช่น เจ้าเมืองแกล้งให้ท้าวอุ่นหล้าถางป่าดงกว้างให้เสร็จภายในหนึ่งวัน  เทพบุตรวัวทองก็ลงมาช่วย ต่อมาเจ้าเมืองให้ท้าวอุ่นหล้าสร้างเจดีย์ สะพานเงิน สะพานทองกลางน้ำ เทพบุตรก็ลงมาช่วย  เมื่อเสร็จแล้วเจ้าเมืองไปยืนบนสะพาน สะพานได้หักลง เจ้าเมืองจมน้ำสิ้นชีวิต ประชาชนจึงเชิญท้าวอุ่นหล้าเป็นเจ้าเมืองแทน เมื่อได้เป็นพระยาครองเมืองแล้ว ท้าวอุ่นหล้าก็ไม่ลืมคุณบิดา จึงขอร้องให้เทวดาและพญาครุฑไปรับพ่อมาอยู่ด้วย

นิทานพื้นบ้านเรื่อง ท้าวผาแดง – นางไอ่

นิทานพื้นบ้านเรื่อง ท้าวผาแดง – นางไอ่ อักษรธรรม ๘ ผูก วัดสุทธาวาส บ้านโสกใหญ่ ต.ลือ อ.พนา จ.อุบลราชธานี   เมืองสุวรรณโคมคำหรือเอกธีตา อยู่ทางทิศใต้ของเมืองหนองแส เมืองเอกธีตานี้มีพระยาขอมเป็นผู้ปกครอง มีนางจันทร์เป็นมเหสี มีธิดาสาวสวยคนหนึ่งชื่อไอ่คำ พระยาขอมมีน้องชาย ๒ คน ให้ไปครองเมืองเชียงเทียน และเมืองสีแก้ว มีหลาน ๓ คนให้ไปปกครองเมืองฟ้าแดด  เมืองหงส์ และเมืองทอง นางไอ่คำเมื่ออายุได้ ๑๕ ปี  มีความงามเล่าลือไปทั่วทุกทิศจนกระทั่งไปเข้าหูของท้าวผาแดงแห่งเมืองผาโพง   ท้าวผาแดงจึงขึ้นขี่ม้ามาแอบหานางไอ่ และได้สมัครรักใคร่กันแล้วสัญญากันว่า  จะทำพิธีสู่ขอและแต่งงานกันตามประเพณีในไม่ช้านี้ ยังมีเมืองอีกแห่งหนึ่งชื่อศรีสัตนาคนหุต มีสุทโธนาคครองเมือง  มีโอรสชื่อภังคี สุทโธนาคนี้อพยพมาจากหนองแส เพราะผิดใจกับสุวรรณนาคผู้เป็นสหายเนื่องมาจากการแบ่งเนื้อเม่น คือ สุทโธนาคไม่พอใจเพราะได้น้อยคิดว่าสุวรรณนาคเล่นไม่ซื่อจึงเกิดการทะเลาะกันเป็นสงครามอันยิ่งใหญ่ เดือดร้อนถึงพระอินทร์ต้องส่งเทพบุตรลงมาห้ามศึกสงคราม และเทพบุตรได้แบ่งเขตให้ทั้งสองอยู่คือ สุวรรณนาคปกครองฝั่งใต้  สุทโธนาคครองฝั่งเหนือและตะวันออก โดยแบ่งลงไปจรดฝั่งทะเล นาคทั้งสองจึงขุดคลองจากหนองแสลงสู่ทะเล โดยสุวรรณนาคขุดแม่น้ำน่านหรือโพระมิง ตั้งเมืองนันทบุรี ส่วนสุทโธนาคขุดแม่น้ำโขง และตั้งเมืองศรีสัตนาคนหุต ครั้นถึงกลางเดือนหกพระยาขอมจะทำบุญบั้งไฟ จึงมีใบบอกบุญไปยังหัวเมืองต่างๆ ที่เป็นบริวารให้ทำบั้งไฟไปร่วมจุดในงาน

นิทานพื้นบ้านเรื่อง ท้าวปาจิตกับนางอรพิม

นิทานพื้นบ้านเรื่อง ท้าวปาจิตกับนางอรพิม อักษรธรรม ๓ ผูก วัดบ้านแดงหม้อ ต.แดงหม้อ อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี   ในครั้งหนึ่งนานมาแล้วกษัตริย์ขอมพระองค์หนึ่งมีโอรสชื่อท้าวปาจิต เมื่ออายุได้ ๖ พรรษา พระราชบิดาจะจัดการอภิเษกให้ขึ้นครองราชย์ต่อจากพระองค์ ถึงจะหาราชธิดาเมืองใดมาให้เลือก พระราชโอรสก็ไม่ต้องพระประสงค์  โหรหลวงทำนายว่า เนื้อคู่ของพระองค์ยังอยู่ในครรภ์ของหญิงหม้ายอนาถา  ให้ท้าวปาจิตเดินทางไปทิศตะวันออกแล้วจะพบหญิงหม้ายผู้นั้น   โดยมีลักษณะที่สังเกตได้คือแสงอาทิตย์จะทรงกลดเป็นเงากั้นเบื้องบนศีรษะ ท้าวปาจิตก็ออกเดินหาหญิงหม้ายผู้นั้น จนไปพบนางบัว  ชาวบ้านสัมฤทธิ์ยังมีครรภ์อยู่มีลักษณะตามที่โหรได้ทายไว้   จึงอาสาฝากตัวเป็นคนใช้ ครั้นนางบัวคลอดบุตรเป็นหญิงมีลักษณะดี ให้ชื่อว่านางอรพิม ก็ช่วยนางบัวเลี้ยงดูจนเป็นสาว รูปโฉมงดงามมาก ท้าวปาจิตลากลับบ้านเมืองเพื่อจัดขันหมากมาสู่ขอตามประเพณี   พอขันหมากมาถึงบ้านกงรถก็ทราบว่า ท้าวพรหมทัตมาลักตัวนางอรพิมไปเสียแล้ว ก็เสียพระทัยเลยโยนขันหมากทิ้งน้ำเสียหมด ลำน้ำนั้นต่อมาคือ ลำปลายมาศ  ท้าวปาจิตได้แฝงกายเข้าไปในปราสาทท้าวพรหมทัตและได้ทำอุบายฆ่าท้าวพรหมทัตเสีย   พานางอรพิมหลบหนีออกมาได้  ระหว่างทางท้าวปาจิตได้ถูกนายพรานฆ่าตาย  นางอรพิมจึงฆ่าพรานเสีย และชุบชีวิตท้าวปาจิต ด้วยยาวิเศษจากเทวดา และเดินทางกันต่อไปถึงแม่น้ำแห่งหนึ่งอาศัยเณรส่งข้ามฟากให้ เณรลวงท้าวปาจิตให้ขึ้นฝั่งก่อนแล้วพานางอรพิมหนีไป นางอรพิมลวงให้เณรขึ้นต้นมะเดื่อแล้วเอาหนามมาสะไว้ใต้ต้น  และพายเรือมาหาท้าวปาจิตก็ไม่พบ นางจึงปลอมเป็นชาย และได้รักษาธิดาเจ้าเมืองจำปานครให้ฟื้น  เจ้าเมืองยกเมืองและธิดาให้แต่นางปฏิเสธ และได้บวชเป็นสังฆราชของเมืองนั้น นางได้สร้างศาลาและมีรูปวาดเรื่องราวของนางกับท้าวปาจิตไว้  และสั่งว่าถ้าผู้ใดดูภาพเหล่านี้แล้วร้องไห้ให้แจ้งให้นางทราบ ในที่สุดท้าวปาจิตและนางก็ได้พบกันพากันกลับบ้านเมืองและอยู่ครองกันมีความสุข

นิทานพื้นบ้านเรื่อง ท้าวคันธนาม (คัชนาม)

นิทานพื้นบ้านเรื่อง ท้าวคันธนาม (คัชนาม) อักษรธรรม ๑ ผูก วัดท่าลาด ต.ท่าลาด อ.วารินชำราบ จ. อุบลราชธานี   ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งในเมืองสาเกตุ มีสาวทึนทึกวัยกลางคนคนหนึ่ง  ทำมาหากินอยู่ในหมู่บ้าน  โดยมีที่นาอยู่ตรงบริเวณตรงกลางของที่นาชาวบ้านคนอื่นๆ  ต่อมาได้ถึงกำหนดที่จะมีเทวบุตรมาจุติในโลกมนุษย์ พอถึงหน้าเก็บเกี่ยวข้าว พระอินทร์ก็แปลงมาเป็นช้างบุกรุกเหยียบย่ำเข้าไปในนาของสาวทึนทึกนางนั้นจนเสียหายหมด แล้วก็หนีไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ โดยบันดาลรอยเท้าให้เห็น  ครั้นตอนเช้านางมาเห็นเข้าก็เสียใจและโกรธมาก  จึงตกลงใจเดินทางตามหาสัตว์ที่มาทำลายข้าวในนาของนาง  ระหว่างทางนางกินน้ำในรอยเท้าช้างแปลง ก็เกิดตั้งครรภ์ จึงเดินทางกลับเมืองสาเกตุ มาคลอดลูกเป็นชายใช้ชื่อว่า “คันธนาม” (คชนาม) เมื่อท้าวคันธนามอายุได้ ๗ ปี ไปปราบยักษ์ซึ่งเฝ้ารักษาสมบัติอยู่  ได้สมบัติของยักษ์นั้นก็เอามาให้แก่มารดาของตน  ต่อมาความทราบถึงเจ้าเมืองก็ต้องการจะได้คันธนามมาเป็นลูกเขย จึงเชิญคันธนามและมารดามาสร้างประสาทให้อยู่และประกาศยกลูกสาวให้ วันหนึ่งคันธนามคิดถึงพ่อ จึงลามารดาเดินทางออกตามหาพ่อระหว่างทางได้เพื่อนเดินทางเป็นผู้ทรงพลัง ๒ คน  คือ ชายลากไม้ร้อยกอ กับชายลากเกวียนร้อยเล่ม และได้ไม้เท้าวิเศษซึ่งถ้าเอาทางโคนชี้ใครคนนั้นจะตาย ถ้าเอาทางปลายชี้ คนตายจะฟื้นขึ้นมา (ไม้เท้าวิเศษนี้เรียกว่า “กกซี้ตาย ปลายซี้เป็น”)  จนในที่สุด คันธนามและเพื่อนเดินทางมาถึงเมืองร้างแห่งหนึ่งได้พบลูกสาวเจ้าเมืองนั้นซ่อนตัวอยู่ในกลอง จึงสอบถามได้ความว่า  เมืองนี้ได้มียักษ์งูซวง มาอาละวาดจับคนในเมืองกินเป็นอาหาร  คันธนามจึงจัดการปราบยักษ์นั้นจนแพ้

นิทานพื้นบ้านเรื่อง ท้าวก่ำกาดำ (ท้าวกินรี)

นิทานพื้นบ้านเรื่อง ท้าวก่ำกาดำ (ท้าวกินรี) อักษรธรรม ๑ ผูก วัดศรีคุณเมือง บ้านาจาน ต.ระเว อ.พิบูลมังสาหาร  จ.อุบลราชธานี   แต่ก่อนนานมาแล้ว มีผัวเมียที่ยากจนมากครอบครัวหนึ่ง แต่งงานมา ๗ ปี ไม่มีลูกจึงขอลูกจากพระอินทร์ พระอินทร์จึงประทานลูกให้เป็นชาย  ก่อนท้องแม่ฝันว่าลูกแก้วสีดำตกเข้าปาก ลูกแก้วลอยหนีไปส่งแสงสว่างไปทั่ว   เมื่อตั้งท้องเกิดลูกเป็นชายตัวดำเหมือนกา  รูปชั่วตัวดำใครๆ ก็หัวเราะเยาะ   แม่ไม่ยอมเลี้ยงเพราะอับอายจึงเอาไปล่องแพทิ้ง  เด็กดำลอยไปอยู่ ๗ วัน ๗ คืน ก็มาถึงหาดทรายแห่งหนึ่ง   พระอินทร์เล็งเห็นว่าลำบากเลยให้กาดำมาช่วยพาไปไว้เมืองเบ็งจาล   กินรีเลยหาผลไม้กินเป็นอาหาร เจ้าของสวนมาพบเข้าจึงเอาไปเลี้ยงไว้ วันหนึ่งกินรีช่วยยายเจ้าของสวนร้อยดอกไม้มาลัยได้สวยงามมาก ยายเอาไปถวายธิดากษัตริย์ชื่อนางลุน นางลุนก็อยากเห็นตัวคนร้อยมาลัย วันหนึ่งกินรีทำอุบายให้ยายพานางมาชมสวน เมื่อได้พบนาง ก็หลงรัก กินรีมีความสามารถในการเป่าแคนได้ไพเราะ จึงเป่าแคนให้ผู้คนฟัง  เสียงเล่าลือว่ากินรีเป่าแคนได้ไพเราะไปทั่วเมือง   วันหนึ่งกินรีได้ถอดรูปร้ายกลายเป็นคนร่างงามสง่าไปหานางลุนบอกนางว่ามาจากเมืองอินทปัฐ และได้นางเป็นเมีย เจ้าเมืองฝันว่าช้างมาไล่คน กินอ้อยกล้วยของเมือง จึงให้หมอมาทาย กาดำได้เฝ้ากษัตริย์ เพราะชื่อเสียงว่าเป่าแคนเพราะ กลางคืนกินรีไปหานางและได้ขอแหวนและผ้าสไบมาไว้เป็นที่ระลึก กลับมาบ้านให้ยายไปขอให้ เจ้าเมืองเรียกสินสอดเงินแสนชั่ง ทองแสนชั่ง ช้างพันตัว

นิทานพื้นบ้านเรื่อง ทรายฟองหนองคำแสน

นิทานพื้นบ้านเรื่อง ทรายฟองหนองคำแสน อักษรธรรม ๑ ผูก วัดมัชฌิมาวาส บ้านนานางวาน ต.ม่วงใหญ่ กิ่งอ.โพธิ์ไทร   กล่าวถึงเมื่อครั้งพุทธกาล พระพุทธเจ้าได้ไปโปรดสัตว์ในที่ต่างๆ พร้อมพระสาวกไปถึงดอยช้างสาร มีพระยานาคมาขอศีล ทรงเทศนาสั่งสอน และประทับรอยพระบาทไว้ให้สักการะบูชา ณ ที่แห่งนั้น  พระอินทร์ได้มาทูลถามปัญหาถึงการทำบุญของพุทธบริษัทภายหลังที่พระองค์เสด็จปรินิพพานแล้ว ว่าจะได้อานิสงส์อย่างไร พระพุทธเจ้าได้ตรัสว่า   ศาสนาของพระองค์จะมีอายุเพียง ๕,๐๐๐ ปี ใครที่รีบทำบุญในพระพุทธศาสนาจะได้อานิสงส์มาก และทรงพยากรณ์อานิสงส์ของการทำบุญให้ทาน รักษาศีล ภาวนา ในระยะเวลาต่างๆ ตั้งแต่ พ.ศ. ๑๐๐๐ เรื่อยไป จนถึง พ.ศ. ๕๐๐๐ ใครทำบุญในยุคหลังๆ  จะได้อานิสงส์น้อย เพราะภิกษุในยุคหลังๆ ไม่ใช่พระอรหันต์  ซ้ำยังไม่เคร่งครัดในพระธรรมวินัย ผู้ทำบุญจึงไม่ได้บุญมากในยุคท้ายๆ การทำบุญแทบไม่มีผล และกล่าวถึงความเสื่อมของพระพุทธศาสนาในยุคต่างๆ ตามความเชื่อปัญจอันตรธาน (พุทธพจน์จะอันตรธานเพราะสาเหตุห้าประการ) ภายหลังที่พระพุทธเจ้าเสด็จสู่ปรินิพพานแล้ว ถึง พ.ศ. ๒๔๓๐  พระอินทร์ได้เล็งดูสัตว์โลกพบว่าสัตว์โลกทั้งหลายเดือดร้อนกันทั่วไปทุกหย่อมหญ้า  เช่น อดอยาก ยากจน เกิดโรคภัยเบียดเบียน

นิทานพื้นบ้านเรื่อง เซียงเมี่ยง

นิทานพื้นบ้านเรื่อง เซียงเมี่ยง อักษรธรรม ๑ ผูก วัดนามึน ต.ในเมือง อ.เมือง จ. อุบลราชธานี   เซียงเมี่ยงเป็นนิทานเจ้าปัญญาที่มีการเล่าสืบต่อกันมาเป็นสำนวนต่างๆ แล้วแพร่ กระจายไปทั่วเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ เฉพาะสำนวนของภาคอีสานนั้นมีหลายสำนวน แต่พอสรุปเรื่องได้ว่า กษัตริย์องค์หนึ่งครองเมืองสียุดทิยา มเหสีประสูติพระโอรสแต่โหรทำนายว่า จะเลี้ยงยาก ต้องหาเด็กที่เกิดวันเดียวกันมาเลี้ยงด้วย  จึงไปขอลูกนางคำฮางซึ่งเกิดวันเดียวกันมาเลี้ยงร่วมกัน โดยให้นางสนมเป็นคนเลี้ยง เมื่อโตขึ้นจึงถวายตัวเป็นมหาดเล็ก  และมีช่วงหนึ่งได้ออกบวชแล้วก็สึกออกมารับใช้กษัตริย์ต่อไป ส่วนเนื้อเรื่องที่แสดงถึงความเป็นเจ้าปัญญาของเซียงเมี่ยงนั้นมีเป็นตอนๆ เช่น เซียงเมี่ยงเลี้ยงน้อง เซียงเมี่ยงเก็บหมาก เซียงเมี่ยงกินข้ออ้อยจนเกิดมีปัญญาเหนือกว่าคนอื่น   ลองปัญญากับสมภาร   พนันกับลาวส่งเมี่ยง  เซียงเมี่ยงแต่งงาน (เลือกคู่)  ให้ยาดีแก่พระราชา  พระราชาแกงแร้งให้เซียงเมี่ยงกิน  เซียงเมี่ยงหลอกพระยาเลียขี้แร้ง พระราชาให้นางสนมเล่นออกไข่    เซียงเมี่ยงติเรือนพระราชา  เซียงเมี่ยงติช้างพระยา  พระราชาให้ไปหาปากง่าม    เซียงเมี่ยงหลอกพระยาลงหนองน้ำ พระราชาให้ไปหาผ้าลายตีนแต้ม  เซียงเมี่ยงหลอกดูก้นสมภาร  พระราชาสั่งให้เซียงเมี่ยงล่วงหน้าไปก่อน   พระราชาสั่งให้มาก่อนไก่  เซียงเมี่ยงขอที่เท่าแมวดิ้นตาย  เซียงเมี่ยงขอเงินหนึ่งบาท  พระราชาให้นางสนมไปอุจจาระรดเรือนเซียงเมี่ยง   เจ้าต่างเมืองมาท้าชนหัวล้าน ภรรยาบอกให้เซียงเมี่ยงหาเงิน  เซียงเมี่ยงทายใจเสนา เซียงเมี่ยงหลอกให้ดมตด  เซียงเมี่ยงทายว่าพระราชาจะตายใน ๗ วัน

นิทานพื้นบ้านเรื่อง เชตพน

นิทานพื้นบ้านเรื่อง เชตพน อักษรธรรม ๑ ผูก วัดบ้านกอก ต.บ้านกอก อ.เขื่องใน จ. อุบลราชธานี   พระเจ้ากรุงศรีอยุธยาทราบข่าวว่า วัดพระเชตพน เมืองสาวัตถีเจริญรุ่งเรืองมาก ประสงค์จะทราบความจริงและจะได้คัมภีร์พระอภิธรรม  พระองค์จึงแต่งราชฑูตคณะหนึ่งไปสืบดู   คณะราชฑูตที่ไปมีขุนไทยเป็นหัวหน้าออกขุนเมืองลิง, ออกขุนพล , และออกขุนพลายเป็นรองนายกรวิกเป็นองครักษ์ และมีคนโบราณใหญ่สูง ๖ ศอก เป็นคนนำทางพร้อมกับไพร่ ๕๐๐ คน เป็นชาย ๔๐๐ คน หญิง ๑๐๐ คน  การเดินทางใช้ช้างและม้าเป็นพาหนะ คณะราชฑูตออกเดินทางประมาณเดือนอ้าย เดินทางไป ๓ เดือน ถึงเมืองหงสาวดีเข้าเฝ้าเจ้าเมืองและพักอยู่ที่นั้น ๓ วัน  แล้วเดินทางต่อไปอีก ๓ เดือน ๑๔ วัน ถึงปลายแดนเมืองหงสาวดีมีเจดีย์ใหญ่ ชื่อพระธาตุชะกุ้ง (ชเวดากอง)   พากันบูชาแล้วเดินทางเข้าป่าหิมพานต์พบสิงสาราสัตว์ ภูติผีปีศาจและธรรมชาติต่างๆ เป็นแวลา ๗ ปี จนถึงแม่น้ำมหิง  ไพร่หนุ่มสาวที่เดินไปด้วยได้แต่งงานให้กำเนิดเด็กประมาณ

นิทานพื้นบ้านเรื่อง จำปาสี่ต้น

นิทานพื้นบ้านเรื่อง จำปาสี่ต้น อักษรธรรม ๑ ผูก วัดทุ่งศรีเมือง ต.ในเมือง อ.เมือง จ. อุบลราชธานี   มีเมืองใหญ่แห่งหนึ่ง ชื่อเมืองจักขิน ครั้งหนึ่งเกิดภัยใหญ่ขึ้น คือมีฮุ้งใหญ่หรือเหยี่ยวใหญ่สองตัวผัวเมียมาจับประชาชนกินเป็นอาหารเป็นประจำ เจ้าเมืองหมดทางสู้จึงนำธิดาสาวชื่อปัดทุมมาไปซ่อนไว้ในกลองในพระราชวัง  ในที่สุดฮุ้งใหญ่จับคนกินหมด ต่อมาท้าวจุลละนีแห่งเมืองปัญจานครได้ออกล่าสัตว์ได้หลงเข้าไปในเมืองจักขิน  ได้เห็นเป็นเมืองร้างเต็มไปด้วยซากกระดูก  จึงไปตีกลองได้ยินเสียงนางปัดทุมมาร้องออกมาจากในกลอง จึงเอานางออกมา   ดังนั้นนางจึงมีชื่อหนึ่งว่านางคำกลอง  ท้าวจุลละนีจึงได้นางเป็นมเหสีคนที่สองรองจากนางอัคคี  เมื่อนางปัดทุมมาประสูตินางอัคคีเอาผ้าผูกตา แล้วเอาลูกสุนัขมาเปลี่ยนพร้อมทั้งใส่ร้ายนางว่ามีความผูกพันกับสุนัข  ท้าวจุลละนีจึงเนรเทศนางออกจากเมืองไป เป็นคนเลี้ยงหมู แสนทุกข์ทรมานกายใจ  ส่วนกุมารทั้งสี่องค์ถูกนางอัคคีจับใส่ไหลอยน้ำไปติดอยู่ที่สวนดอกไม้   ย่าจำสวนเอาศพทั้งสี่กุมารไปเผา ตรงเชิงตะกอนที่เผานั้นเกิดมีต้นจำปาขึ้นสี่ต้น นางอัคคีสืบทราบความจริงอีก  จึงให้เสนามาโค่นแล้วให้ลอยน้ำไป จำปาทั้งสี่ต้นลอยไปถึงพระฤาษี   พระฤาษีชุบชีวิตให้เป็นมนุษย์ดังเดิมแล้วสอนวิชาอาคมต่างๆ ให้กุมารทั้งสี่คนได้เที่ยวรบชนะยักษ์มารและมนุษย์ได้เมืองขึ้นมากมายแล้วกลับมาหาย่าจำสวนออกเดินทางติดตามหาแม่จนพบแล้วเข้าเฝ้าท้าวจุลละนี เล่าความจริงให้ทราบแล้วอยู่ครองเมืองต่อไป ส่วนนางอัคคีถูกลงโทษให้เป็นทาสเลี้ยงหมู