นิทานพื้นบ้านเรื่อง พื้นเมืองอุบล

นิทานพื้นบ้านเรื่อง พื้นเมืองอุบล อักษรธรรม ๑ ผูก วัดบ้านหัวเรือ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี   เป็นการเล่าประวัติของการอพยพกลุ่มพระวอพระตา มาจากเวียงจันทน์ถึงการก่อตั้งเมืองอุบลในบริเวณที่เป็นจังหวัดอุบลราชธานี  ปัจจุบันนี้เชื้อสายของผู้คนที่อพยพมาก่อตั้งเมืองอุบลมาจากบ้านหินโงม ที่เวียงจันทน์ โดยมีพระตาเป็นหัวหน้า พระตาเป็นผู้มีอำนาจมากปกครองบริวารจำนวนหนึ่ง พระตามีลูกชาย ๓ คน คือ ท้าววอ ท้าวคำผง ท้าวพรม กษัตริย์เวียงจันทน์ได้ตั้งท้าววอเป็นพระวอ เป็นนายกองคุมกองนอก เมื่อกษัตริย์เวียงจันทน์สวรรคต กษัตริย์องค์ใหม่ได้ข่มเหงลูกสาวของพระตา  พระตาจึงพาไพร่พลอพยพหนีจากเวียงจันทน์ โดยมีไพร่พลเป็นครัวเรือนสามหมื่นเศษ และเป็นทหารอีกสี่พันคน โดยแบ่งเป็นสามกอง คือ หลวงราชโภชนัย เป็นกองหน้า กำลังคนหมื่นเศษ  ท้าวนาม เป็นกองหลัง กำลังคนหมื่นเศษ พระตา พระวอ เป็นกองกลาง และมีท้าวชม ท้าวสูน เป็นกองสอดแนม    เมื่อเดินทางได้ ๑ เดือน ถึงหนองบัวลำภู  โดยกองของพระตาอยู่ที่ใกล้กับภูวง หลวงราชโภชนัย ตั้งอยู่ที่บ้านผ้าขาวพรรณาใกล้กับลำน้ำสงคราม ท้าวนามไปตั้งอยู่ที่ภูเวียง  กษัตริย์เวียงจันทน์ได้ยกทัพมาประมาณหมื่นคน มาปราบโดยให้เมืองแสนและเมืองจันเป็นแม่ทัพ มาตั้งพักทัพที่บริเวณที่เป็นหนองคายในปัจจุบัน  กองสอดแนมฝ่ายพระตารายงานให้พระตาทราบ

นิทานพื้นบ้านเรื่อง พระคุณของบิดามารดา (แทนน้ำนมแม่)

นิทานพื้นบ้านเรื่อง พระคุณของบิดามารดา (แทนน้ำนมแม่) อักษรธรรม ๑ ผูก วัดศิริธรรมวนาราม ต.นาสะไม อ.ตระการพืชผล จ.อุบลราชธานี   กล่าวถึงพระคุณของบิดามารดา ตั้งแต่ลูกเกิดมาจนกระทั่งเติบโตว่า การเลี้ยงดูลูกนั้นลำบากยากเข็ญเพียงไร ยามลูกเจ็บป่วยบิดามารดา มีความทุกข์ใจเพียงไร และการเฝ้าอบรมบ่มนิสัยให้ลูกเป็นคนดี ตักเตือนลูกให้พ้นจากอบายทั้งหลาย บิดามารดามีคุณต่อลูกมากเพียงไรลูกควรจะตอบแทนคุณของบิดามารดาที่เลี้ยงดูเราจนเติบใหญ่ ลูกคนใดทำให้บิดามารดาทุกข์ใจ เมื่อตายไปจะต้องตกนรก ลูกที่ดีมีหน้าที่ปฏิบัติต่อบิดามารดาคือ เลี้ยงดูบิดามารดา ทำการงานช่วยบิดามารดา เป็นการแทนคุณบิดามารดา อาจจะรับราชการส่งเงินมาเลี้ยงดูท่าน หรือบวชในพระพุทธศาสนา เพื่อเอาบุญกุศลให้แก่บิดามารดา นอกจากนี้อาจจะตั้งตนอยู่ในคุณความดี รักษาชื่อเสียงวงศ์ตระกูลก็เป็นการแทนคุณท่าน

นิทานพื้นบ้านเรื่อง พญาคันคาก

นิทานพื้นบ้านเรื่อง พญาคันคาก อักษรธรรม ๓ ผูก วัดมัชฌิมาวาส บ้านนานางวาน ต.ม่วงใหญ่   อ.โพธิ์ไทร  จ.อุบลราชธานี   ณ เมืองแห่งหนึ่งชื่อเมืองชมพู มีเจ้าเมืองชื่อพระเจ้าเอกราช และพระมเหสี คือ พระนางสีดา ครองเมืองด้วยความร่มเย็นเป็นสุข  กาลครั้งนั้นพระโพธิสัตว์จุติลงในครรภ์พระนางสีดา และประสูติออกมาเป็นคันคาก (คางคก) บิดามารดาไม่พอใจ  แต่ก็เมตตาสงสารเลี้ยงไว้         เมื่อคันคาก เป็นหนุ่มก็อยากจะมีเมีย  พระอินทร์สงสารจึงช่วยเหลือโดยเนรมิตปราสาทไว้ใจกลางเมืองชมพู  และนำนางอุดรกุรุทวีป ผู้เป็นเนื้อคู่มาไว้ในปราสาท  แล้วชุบให้คันคากมีรูปร่างงดงาม ทั้งสองจึงได้อภิเษกกับครองเมืองชมพูสืบไป  พญาคันคากครองเมืองมานาน ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล  บ้านเมืองแห้งแล้งอดอยากพญาคันคากสั่งให้พญานาคและปลวก ไปรบกับพญาแถน มีกองทัพสัตว์ต่าง ๆ  เช่นกิ้งกือ ตะขาบ แมงป่องช่วยรบด้วยจนชนะพญาแถน พญาคันคาก สั่งให้พญาแถนแต่งน้ำฝนให้ตกลงในเมืองชมพู  แล้วเอาข้าวทิพย์เม็ดเท่ามะพร้าวไปปลูกให้เมืองมนุษย์  เสร็จแล้วเลิกทัพกลับมาเมืองชมพู เมืองนั้นจึงบริบูรณ์ตั้งแต่นั้นมา ต่อมาชาวเมืองชมพูพากันเกียจคร้าน มิได้ทำยุ้งฉางไว้คอยรับข้าวทิพย์  เอาแต่มีดพร้าฟันเม็ดข้าว เม็ดข้าวจึงเล็กลง ดังที่เห็นในทุกวันนี้

นิทานพื้นบ้านเรื่อง ปลาแดกปลาสมอ (ท้าวบุสบา)

นิทานพื้นบ้านเรื่อง ปลาแดกปลาสมอ (ท้าวบุสบา) อักษรธรรม ๑ ผูก วัดม่วงสามสิบ อ.ม่วงสามสิบ จ. อุบลราชธานี   ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีบ้านประมาณ ๓๐๐ หลังคาเรือน ตาแสง (กำนัน) ของหมู่บ้านนี้มีภรรยาชื่อนางบัวไข และมีลูกชายคนหนึ่งชื่อท้าวบัวพันชั้น   ครั้นลูกชายอายุได้ ๑๒ ขวบ พ่อได้ตายลง นางบัวไขจึงเป็นหม้าย เลี้ยงลูกชายต่อมา เมื่อลูกชายโตเป็นหนุ่ม นางไปขอลูกสาวของพญาคนหนึ่งมาให้เป็นภรรยา  ท้าวบัวพันชั้นกับนางปัททุมมาอยู่กินกันมาถึงเจ็ดปี  จึงมีลูกชายคนหนึ่ง ชื่อบุสบา เมื่อบุสบาอายุได้ ๖ ขวบ พ่อและแม่ได้ตายไป   หนูน้อยบุสบาจึงอยู่กับยายต่อมา แล้วฐานะทางครอบครัวก็ตกต่ำลงจนถึงขนาดยากจน    อยู่มาครั้งหนึ่งไปตกปลาได้ปลาสมอมามากมายจึงทำเป็นปลาร้า  ปลาเค็มไว้เมื่อถึงคราวพวกพ่อค้าเอาสิ่งของไปขายยังเมืองอื่น ท้าวบุสบาจึงเอาของไปฝากกับพวกพ่อค้าทางบก  แต่พ่อค้าไม่รับเพราะมันหนักและไม่มีที่จะบรรจุ จึงเอาไปฝากกับพ่อค้าสำเภา  นายสำเภาเอาไปขายที่เมืองพาราณสี  แต่ขายไม่ออกจึงคิดว่าพรุ่งนี้จะแจกฟรีก่อนเดินทางกลับ   ร้อนถึงพระอินทร์ได้ลงมาเอาของทิพย์ใส่ในปลาร้า ทำให้ปลาร้าหอมไปทั่วเมือง   นายสำเภาจึงแบ่งเอาไปถวายพระมหากษัตริย์ครึ่งหนึ่ง พระราชาจึงตอบแทนด้วยการใส่ของมีค่าลงในไหแล้วส่งคืน   นายสำเภาก็เอามาคืนท้าวบุสบา และท้าวบุสบาก็ไม่ได้เปิดดูเอาไหนั้นตั้งไว้หัวนอนบูชาทุกวัน  อยู่มาอีกวันหนึ่ง นายสำเภาไปค้าขายอีก แต่ไปเมืองราชคฤห์  ท้าวบุสบาจึงฝากไหปลาร้านั้นไปถวายพญาตุมวางฟ้าฮ่วน เจ้าเมืองราชคฤห์  

นิทานพื้นบ้านเรื่อง นางผมหอม

นิทานพื้นบ้านเรื่อง นางผมหอม อักษรธรรม ๕ ผูก วัดปัจฉิมมณีวัน ต.นาสะไม อ.ตระการพืชผล จ. อุบลราชธานี   ธิดาของเจ้าเมืองแห่งหนึ่ง ชื่อนางสีดา ครั้งหนึ่งได้ไปเที่ยวป่าพร้อมด้วยเสนาอำมาตย์ บังเอิญนางหลงทางไปอยู่กลางป่าใหญ่อยู่หลายวัน นางสีดาหิวน้ำมาก  จึงดื่มน้ำในรอยเท้าช้างและรอยกระทิง เป็นเหตุให้นางตั้งครรภ์  เมื่อคลอดลูกออกมาเป็นหญิงทั้งสองคน คนแรกเกิดมาแล้วมีผมหอม จึงได้ชื่อว่า นางผมหอม อีกคนหนึ่งชื่อนางลุน เมื่อกุมารีทั้งสองโตขึ้น ถูกเพื่อนๆ ล้อว่าเป็นลูกสัตว์ นางผมหอมน้อยใจ จึงชวนน้องสาวออกเดินทางตามหาช้างผู้เป็นพ่อจนพบ แล้วช้างผู้เป็นพ่อได้พิสูจน์ว่ากุมารีทั้งสองนั้นเป็นลูกจริงหรือไม่  โดยให้ไต่งวงช้าง ซึ่งยากมาก นางผมหอมไต่ได้ตลอด ส่วนนางลุนไต่ไม่ได้ จึงถูกจับกินเสีย เพราะนางลุนเป็นลูกกระทิง  ช้างได้เลี้ยงดูนางผมหอมเป็นอย่างดี จนนางเติบโตเป็นสาว อายุได้ ๑๖ ปี   จึงเขียนสารใส่กระอูม (หรือผอบ) พร้อมกับผมหอม เพื่อเสี่ยงทายหาคู่  ขุนไทยกษัตริย์หนุ่มได้รับสารแล้วเกิดหลงไหลในกลิ่นผม จึงออกติดตามจนพบ และลักลอบได้เสียกัน จนได้บุตรและธิดา ๒ คน จึงพากันหนีพ่อซึ่งเป็นช้างไปอยู่เมืองมนุษย์  ช้างตามหาได้ร่ำลาสั่งเสียนางผมหอม แล้วขาดใจตายด้วยความรักลูก นางผมหอม ขุนไทยและบุตรธิดา

นิทานพื้นบ้านเรื่อง นางแตงอ่อน

นิทานพื้นบ้านเรื่อง นางแตงอ่อน อักษรธรรม ๖ ผูก วัดมัชฌิมาวาส บ้านนานางวาน ต.ม่วงใหญ่ อ. โพธิ์ไทร จ.อุบลราชธานี   ที่เมืองนครศรี เจ้าเมืองนามว่าพระยาโกศรี มเหสีนามว่า ทองแดง   มีโอรสนามว่า มหาวงศ์ ท้าวมหาวงศ์ชอบกีฬาชนไก่  วันหนึ่งไปต่อไก่ในป่ากับขุนสี่คน คือ ขุนเครือ ขุนคาน ขุนเค่ง และขุนทุ่มภู่ ได้ธิดาจรเข้ชื่อนางแตงอ่อน ผู้มีรูปกายเป็นมนุษย์มาเป็นมเหสี นางแตงอ่อนประสูติโอรส เมื่อท้าวมหาวงศ์ไปคล้องช้างในป่า  นางจึงถูกหมู่มเหสีทั้งหลายเปลี่ยนโอรสของนางเป็นจรเข้  และโอรสจริงเอาไปลอยน้ำ เทพธิดาจึงนำไปเลี้ยงไว้บนสวรรค์ และตั้งชื่อว่า สุริยง นางแตงอ่อนถูกสามีขับไล่ออกจากเมืองเพราะประสูติโอรสเป็นจรเข้ นางแตงอ่อนกลับไปเมืองนาคพบกุมภาพี่ชายปกครองเมืองนาคสืบต่อจากบิดา  พี่ชายรู้ข่าวด้วยความสงสาร กุมภามอบเมืองให้กอระกันผู้น้องชายปกครองต่อ  ส่วนตนกับแตงอ่อนได้บวชเป็นฤาษี เพื่อเรียนวิชาไว้แก้แค้นมหาวงศ์ ซึ่งขับไล่น้องสาวตน  สุริยงได้ศึกษาวิชาการต่างๆ และได้ลงมาพบว่ามารดาตนถูกยักษ์ลักพาตัวไป ได้ตามมารดาคืน และรบกับยักษ์จนได้ชัยชนะ สุริยงได้นางปทุมมา นางอินทะวงศ์ นางหยาดคำ และนางคำไหล เป็นภริยา ซึ่งยักษ์ได้ลักพามาไว้   สุริยงก็ได้พามารดากลับบ้านเมือง และครองเมืองนครศรีสืบมา

นิทานพื้นบ้านเรื่อง นกกระจอก (ท้าววรกิต นางจันทะจร)

นิทานพื้นบ้านเรื่อง นกกระจอก (ท้าววรกิต นางจันทะจร) อักษรธรรม ๑ ผูก วัดนาเจริญ ต.โพธิ์ศรี อ.พิบูลมังสาหาร จ. อุบลราชธานี   มีนกกระจอกน้อย ๒ ผัวเมียทำรังอยู่ที่เคราพระฤาษี วันหนึ่งพ่อนกได้ออกไปหาเหยื่อมาเลี้ยงแม่นก และลูกอ่อน ไปถูกดอกบัวหุบกลีบขังไว้ไม่สามารถกลับมาหาลูกเมียได้ เมื่อกลับมาได้ทะเลาะกับแม่นก  และสาบานว่าถ้าตนนอกใจคู่ของตนดังที่แม่นกกล่าวหาก็ขอให้มีบาปเท่าฤาษี    ฤาษีได้ยินจึงโกรธ ถามนกว่าทำไมตนจึงมีบาป   นกบอกว่าเพราะฤาษีไม่มีลูกสืบสกุล ตายไปก็ตกนรก (คติความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู)  ฤาษีจึงไล่นกไปอยู่ที่อื่นและตนก็ลาเพศฤาษี ไปมีชีวิตครอบครัวเช่นคนทั่วไป  นกสองผัวเมียพาลูกไปอาศัยป่าเลา อยู่มาวันหนึ่งไฟไหม้ป่า  พ่อนกและแม่นกสัญญากันว่าจะไม่ทอดทิ้งลูก จะขอตายในกองไฟพร้อมๆ กัน  แต่เมื่อไฟมาถึง พ่อนกทนความร้อนไม่ไหวจึงบินหนีไป  ทิ้งให้แม่นกกับลูกตายในเปลวไฟ ก่อนตายได้สาบานว่าจะไม่พูดกับผู้ชายเป็นอันขาด  นางนกกระจอกไปเกิดเป็นลูกสาวเจ้าเมืองแห่งหนึ่งชื่อนางจันทะจร  นางมีรูปร่างงดงามแต่ไม่ยอมพูดจากับผู้ชายเลย     พ่อนกไปเกิดเป็นชายหนุ่มรูปงาม ลูกชายของเจ้าเมืองแห่งหนึ่ง มีนามว่าท้าววรกิต เมื่อโตเป็นหนุ่มได้ยินกิตติศัพท์ความงามของนางจันทะจรจึงมาหา    พระราชาบิดานางจันทะจรได้ป่าวร้องให้ผู้มีวิชาดีมารักษาโรคที่นางไม่ยอมพูดกับผู้ชาย ชายใดสามารถทำให้นางพูดด้วย จะยกนางให้อภิเษกเป็นคู่ครอง   ท้าววรกิตไปเรียนวิชาถอดจิตกับพระอาจารย์และไปอาสาพูดกับนาง  ท้าววรกิตได้ถอดจิตไปไว้กับหมอนกับเครื่องใช้ต่างๆ ทำให้เครื่องใช้นั้นๆ พูดได้ และเล่านิทานให้หมอนฟังเป็นนิทานโจมตีให้ร้ายผู้หญิง แต่นางไม่ยอมพูดด้วย  ในที่สุดได้เล่าเรื่องนกกระจอกแต่ตอนจบแกล้งเล่าให้ผิดว่านกตัวเมียไม่ยอมรักษาสัญญาบินหนีก่อน  

นิทานพื้นบ้านเรื่อง ท้าวหมาหยุย

นิทานพื้นบ้านเรื่อง ท้าวหมาหยุย อักษรธรรม ๕ ผูก วัดหนองเป็ด ต.นาคาย อ.ตาลสุม จ. อุบลราชธานี   มีเมืองๆ หนึ่งชื่อ เมืองกุศาวดี พระราชามีลูกชายสองคน ลูกสาวหนึ่งคน  ลูกคนโตเป็นสุนัข ชื่อท้าวหมาหยุย ต่อมาพระราชามีมเหสีใหม่  คิดหาวิธีที่จะฆ่าลูกชายคนรองของพระราชา ซึ่งเป็นน้องชายของท้าวหมาหยุย  เพื่อที่จะให้ลูกของตนเป็นพระราชาแทน ส่วนท้าวหมาหยุยนั้น มเหสีใหม่เห็นว่าเป็นสุนัขไม่มีทางได้เป็นพระราชาได้เลยไม่สนใจ  วันหนึ่งมเหสีใหม่ชวนน้องชายของท้าวหมาหยุยไปเที่ยวอุทยาน แล้วก็ผลักตกจากเขา แต่น้องชายของท้าวหมาหยุยติดค้างอยู่ที่เครือต้นไม้ ฝ่ายท้าวหมาหยุยมองไม่เห็นน้องชายก็ออกตามหา จนพบก็ช่วยน้องชายออกมาจากเครือต้นไม้สองคนพี่น้องก็พากันหนีออกจากเมือง  จนไปพบพระฤาษีในป่าหิมพานต์ก็ขอร่ำเรียนวิชากับพระฤาษีองค์นั้น ต่อมาในเมืองกุศาวดี มียักษ์มากินคน  โดยกำหนดให้พระราชาหาคนให้วันละ ๑๐๐ คน จนมาถึงกำหนดที่จะกินลูกสาวคนเล็กของพระราชาซึ่งเป็นน้องสาวของท้าวหมาหยุย พระฤาษีทราบเรื่องได้ด้วยญาณก็บอกท้าวหมาหยุยและน้องชาย  ท้าวหมาหยุยจึงเหาะมารบกับยักษ์ สามารถปราบยักษ์ได้  แล้วก็เอาน้ำเต้ามาชุบคนทั้งหลายที่ถูกยักษ์กินจนฟื้นคืนมา  คนทั้งหลายก็พร้อมใจกันบังคับให้พระราชาเชิญท้าวหมาหยุยครองเมืองแทน

นิทานพื้นบ้านเรื่อง ท้าวหงส์หิน

นิทานพื้นบ้านเรื่อง ท้าวหงส์หิน อักษรธรรม ๑ ผูก วัดอินทาราม อ.กุดข้าวปุ้น จ. อุบลราชธานี   ที่เมืองพาราณสี เจ้าพระราชาเมืองนี้มีมเหสี ๗ คน นางวิมาลาซึ่งเป็นมเหสีเอกได้ตั้งครรภ์  หมอโหรทายว่าพระโพธิสัตว์จะมาเกิดกับนาง ทำให้มเหสีรองทั้ง ๖ คน ซึ่งตั้งครรภ์เหมือนกันมีจิตใจริษยา   เพราะลูกของนางล้วนเป็นมนุษย์ผู้ชายธรรมดาเท่านั้น  จึงหาทางกลั่นแกล้ง   เมื่อนางวิมาลาคลอดบุตรเป็นชาย ได้ลอบเอาสุนัขมาเปลี่ยนให้  ส่วนทารกนั้นก็โยนทิ้งไป พระอินทร์จึงนำทารกนั้นไปเลี้ยงบนสวรรค์  พระราชาเมืองพาราณสีเข้าใจผิดคิดว่าพระมเหสีสมสู่กับสุนัขจึงขับไล่นางเสียจากเมือง  นางวิมาลาจึงไปอาศัยอยู่กับคนเฝ้าสวนของพระราชา เมื่อพระอินทร์ทราบว่านางต้องการพบลูก   จึงเนรมิตรก้อนหินให้เป็นหงส์ให้กุมารขี่เหาะลงมาจากสวรรค์มาหาแม่     กุมารทั้งหกของมเหสีรองเมื่อเติบโตขึ้นได้นำสะบ้าทองคำมาเล่นกันในสวน มีการแข่งขันสะบ้ากันระหว่างกุมารลูกของนางวิมาลาและกุมารทั้ง ๖  ทำให้กุมารนั้นชนะการแข่งขันได้ทองคำไปให้นางวิมาลาผู้เป็นแม่ทุกวัน   ต่อมามียักษ์กินคนมาจับคนกินในเมืองนี้ ยักษ์นี้จะมาจับคนกินทุก ๗ วัน   กุมารน้อยได้ฆ่ายักษ์ตาย กุมารทั้งหกอ้างว่าตนเป็นผู้ฆ่ายักษ์ โดยจ้างกุมารน้อยให้ปิดบังความจริงไว้    ท้าวพาราณสีจึงจัดงานสมโภชกุมารทั้งหกว่าเป็นผู้กล้าหาญ และมอบภาระให้กุมารทั้งหกไปตามหาย่าที่เคยถูกยักษ์ลักพาตัวออกไป    กุมารทั้งหกจึงขอนำเอากุมารน้อยไปด้วย  เมื่อขบวนทัพยกมาถึงแม่น้ำแห่งหนึ่งหกกุมารขอรออยู่ริมฝั่งแม่น้ำไม่ยอมเดินทางไปปราบยักษ์    ให้แต่เพียงกุมารน้อยไปแต่เพียงผู้เดียว    กุมารน้อยขี่หงส์หินข้ามแม่น้ำไปถึงเมืองยักษ์แห่งหนึ่ง  พระยายักษ์ชื่อวัสสวโร ยักษ์ได้อ่อนน้อมและยกลูกสาวให้เป็นภรรยา  ชื่อนางมุขวดี เมื่อไปถึงเมืองกุมภัณฑ์ พระยายักษ์กุมภัณฑ์ได้อ่อนน้อมยกลูกสาวให้เป็นภรรยาชื่อนางจุลคันธา   เมื่อไปถึงเมืองอนุมา พระยายักษ์อนุมาได้อ่อนน้อมและยกลูกสาวให้ ชื่อนางศรีจันทรา 

นิทานพื้นบ้านเรื่อง ท้าวโสวัจ

นิทานพื้นบ้านเรื่อง ท้าวโสวัจ อักษรธรรม ๒ ผูก วัดโพนเมือง ต.โพนเมือง อ.เมือง จ.อุบลราชธานี   ท้าวโสวัจเป็นโอรสของท้าวพรหมทัตกับนางจันทาเทวี   เกิดมาพร้อมกับพระขรรค์และม้ามณีกาบ เมื่อเจริญวัยได้รับสารเสี่ยงทายมาตามน้ำเพื่อหาเนื้อคู่ของนางประทุมมาซึ่งเป็นบุตรบุญธรรมของพระฤาษี  จึงตามไปพบและได้อยู่กินฉันท์สามีภรรยา วันหนึ่งทั้งสองออกไปหาผลไม้ในป่า ท้าวโสวัจถูกนายพรานลอบประหารชีวิตชิงเอานางประทุมมาไป  ภายหลังนางประทุมมาลอบสังหารนายพรานแล้วก็พเนจรไปเรื่อยๆ พระฤาษีคอยคนทั้งสองไม่เห็นกลับมาจึงออกติดตาม ไปพบท้าวโสวัจนอนตายอยู่จึงชุบชีวิตใหม่แล้วสอนวิชาอาคมให้ เมื่อเรียนสำเร็จแล้วท้าวโสวัจได้ออกติดตามหานางประทุมมาจนล่วงเข้าไปในเมืองยักษ์ และลักลอบได้เสียกับลูกสาวยักษ์ชื่อนางสุภะลักษณ์จนตั้งครรภ์ ท้าวโสวัจได้ออกเดินทางตามหานางประทุมมาอีก ส่วนนางสุภะลักษณ์ออกตามหาท้าวโสวัจแต่ไปพบนางประทุมมาซึ่งครรภ์แก่  นางสุภะลักษณ์ช่วยทำคลอดให้นางประทุมมา ผลปรากฏว่าได้ลูกชาย  ต่อมานางประทุมมาถูกงูกัดตาย นางสุภะลักษณ์จึงเลี้ยงลูกน้อยพเนจรเรื่อยไปจนถึงเมืองกุมารี  เมืองนี้มีแต่ผู้หญิงไม่มีผู้ชาย เจ้าเมืองรับนางไว้เป็นน้อง  นางประทุมมานั้นพระอินทร์ได้ลงมาช่วยชุบชีวิตขึ้นใหม่และนางก็บวชเป็นชี    ส่วนท้าวโสวัจเดินทางตามหานางประทุมมาพบกับลูกสาวพญานาคและได้นางนาคเป็นภรรยาอีกคน แล้วเดินทางต่อไป      เมื่อพบนางประทุมมาที่บวชเป็นชีแล้วจึงให้สึกแล้วเดินทางออกตามหานางสุภะลักษณ์จนพบที่เมืองกุมารี   ท้าวโสวัจได้นางกุมารีที่เป็นเจ้าเมืองเป็นภรรยาอีกคน และท้าวโสวัจก็ไปตามเอานางนาคที่เมืองบาดาลให้มาอยู่ในเมืองมนุษย์ด้วยกัน ทั้งหมดพากันกลับไปยังเมืองของท้าวโสวัจและครองราชย์อย่างมีความสุข