นิทานเรื่อง สองคนสองสหาย (นิทานของชาวไทใหญ่)

สองคนสองสหาย (นิทานของชาวไทใหญ่) มีชายหนุ่มสองคนไปขอเรียนวิชากับอาจารย์ได้สามปี แต่อาจารย์ก็ไม่ได้สอนอะไรจึงขอลากลับบ้าน อาจารย์ก็อนุญาตและให้ข้อคิดไปว่า ทำอะไรให้ทำจริง ๆ ถ้าไม่ทำจริงก็ไม่พอกิน สองคนก็เดินทางกลับ เมื่อมาถึงหนองน้ำแห่งหนึ่งเห็นมีปลามาก จึงจะวิดหนองน้ำกินปลา ทั้งสองจึงช่วยกันวิดจนแห้ง ปรากฏว่า ไม่มีปลาสักตัว เพื่อนคนหนึ่งจึงเกิดความท้อแท้และว่าจะกลับแล้ว แต่อีกคนก็ว่าอาจารย์สอนว่าทำอะไรให้ ทำจริง ๆ จึงขุดดินลงไปอีกก็ไปพบหม้อทองคำ เขาจึงตัดไม้มาสองกระบอกและเอาทองใส่ เมื่อมาถึง บ้านคนหนึ่งว่าจะนอนในบ้านอีกคนนอนในป่า เพราะอาจารย์สอนไว้ว่า อย่านอนในที่สบาย เมียพูดดีอย่า ไว้ใจ ตกกลางคืน เมียก็ถามคนที่นอนที่บ้านว่าไปได้อะไรมาบ้าง เขาก็บอกว่าได้ทองมา แต่ขณะนั้นเมีย ได้บอกชายชู้ให้มาแอบฟังอยู่ใต้ถุน เขาบอกว่าเขาเอาทองนั้นฝังไว้ที่ต้นกล้วยในสวน ชู้ก็ได้ยินจึงแอบไป ขโมย แต่บังเอิญเขาได้ยินจึงวิ่งไล่ตามชู้ไป ชายชู้ที่ขโมยนั้นกลัวจึงเอาทิ้งไว้ในป่า และก็ไปตกที่เพื่อนคน ที่นอนในป่าพอดี เขาจึงเก็บไว้ เพื่อนคนที่นอนที่บ้านก็มาบอกว่าทองคำถูกขโมยไปเสียแล้ว คนที่นอนในป่า จึงว่าบอกแล้วว่าอย่านอนที่ดี เมียพูดดีอย่าไว้ใจ เพื่อนคนที่ทองคำหายก็ถามว่าจะทำอย่างไรดี อีกคนจึง บอกว่าจะเอามาคืนให้ได้ ทั้งสองจึงกลับไปที่บ้านของชายคนที่เมียมีชู้ กลับไปคุยกันให้เมียได้ยินว่าพรุ่งนี้เราจะไปค้าขายอีก เมียจึงเอาชู้มานอนด้วย รุ่งเช้าทั้งสองก็ทำทีออกไปค้าขาย แต่มาแอบดูเมียอยู่ เมื่อชู้มานอนทั้งสองเห็น จึงวิ่งขึ้นบ้านมา เมียก็ให้ชู้เข้าไปแอบอยู่ในห้องซึ่งมีกล่องอยู่ ทั้งสองก็ทำทีว่ากลับมากินอาหาร

นิทานเรื่อง เสือ คน งู ลิง (นิทานของชาวไทใหญ่)

เสือ คน งู ลิง (นิทานของชาวไทใหญ่) มีชายคนหนึ่งมีเพื่อนเป็นลิง งู เสือ วันหนึ่งทั้งหมดไปตัดไม้ในป่าและเกิดน้ำป่าท่วม ทั้งสี่และถูกพัด พาไปพร้อมกับไม้ท่อนหนึ่งซึ่งไหลไปผ่านบ้านสองผัวเมีย ทั้งสองก็ช่วยกันใช้ไม้ขอคล้องเอาทั้งสี่มาได้ และ ทั้งสี่ก็สำนึกถึงบุญคุณ โดยลิงก็ว่าจะเอาหมากไม้หัวมันมาให้ เสือก็ว่าตนเองก็จะเอาเนื้อมาตอบแทน ส่วน งูก็ว่าตนเองไม่มีอะไรมาตอบแทน แต่ถ้ามีเรื่องอะไรก็ให้เอามือตบดินสามครั้งแล้วจะมาช่วย แต่ชายนั้น ก็อยู่เป็นลูกบุญธรรมสองตายายนั้น ต่อมา ลูกสาวเจ้าเมืองมาอาบน้ำที่ท่าและเอาสร้อยคอเพชรแขวนไว้ที่นั่น มีรุ้งตัวหนึ่งบินมาเห็น เพชรสีแดงก็คิดว่าเนื้อจึงลงมาคาบไปและเอาไปทิ้งที่ต้นโพซึ่งสองคนตายายไปเก็บมา จึงให้ชายลูกเลี้ยง นั้นไปแลกข้าวในเมืองมากิน ส่วนภายในเมืองก็มีประกาศว่าถ้ามีใครเอาสร้อยคอเส้นนั้นมาขายให้จับคน ผู้นั้นไว้ เมื่อชายคนนั้นเอาสร้อยเพชรมาก็ถูกจับตัวไปให้พระยาเจ้าเมือง ชายนั้นก็ว่าตนเองไม่ได้ขโมย แต่สองตายายขโมยมาจากไหนไม่รู้และเอาให้ตนเอามาขาย ทหารจึงปล่อยเขาไปและไปจับสองตายาย มาและบอกว่าอีก ๗ วันจะเอาไปฆ่า สองตายายนึกถึงงูได้จึงตบดินสามครั้ง เมื่องูมาถึงก็ถามว่าต้องการ อะไร ทั้งสองก็บอกว่าตนเองถูกจับ งูก็กลับไปในป่าและเอายามาให้สองตายาย แล้วก็แอบไปกัดลูกสาว เจ้าเมืองตาย คนในเมืองก็ทิ้งสองตายายไว้ยังไม่ฆ่าเพราะยุ่งเรื่องศพลูกเจ้าเมือง เมื่อคนส่งอาหาร มาให้ ตายายก็ถามว่ามีอะไรหรือ เขาก็บอกว่าลูกสาวเจ้าเมืองถูกงูกัดตาย สองตายายก็อาสาไปรักษา นางจนฟื้นมาได้ เจ้าเมืองจึงถามถึงความเป็นมาต่าง ๆ ตายายกs็เล่าให้ฟัง ว่าตนไม่ได้ขโมยแต่เก็บได้ จากใต้ต้นไม้และเล่าว่าชายคนนั้นตนเองเคยช่วยชีวิตจากการจมน้ำ

นิทานเรื่อง ไอ่หานหมี (นิทานของชาวไทยวน)

ไอ่หานหมี (นิทานของชาวไทยวน) พระรูปหนึ่งซึ่งมีนิสัยตระหนี่มาก วันหนึ่งก็ทำอุบายใช้เด็กเกเรคนหนึ่ง ให้ไปลักควายของชาวบ้านไปซ่อนไว้ที่ท้ายวัด แล้วแสดงตัวเป็น “พระหมอดู” เมื่อเจ้าของควายไปขอให้ช่วยทำนาย พระบอกว่าตามตำรา แล้วควายนั้นจะอยู่ที่ท้ายวัด เมื่อเจ้าของควายไปพบควายของตน จึงเข้าใจว่าพระรูปนี้ดูหมอดูแม่นจริง ทำ ให้เล่าลือกันทั่วไปและชาวบ้านต่างก็พากันนำของมาถวายจนทำให้พระรูปนั้นอยู่ดีกินดี อยู่มาคราวหนึ่ง ควาญช้างสองคนชื่อ อ้ายใจ กับ อ้ายคอ ลักเงินของเจ้าเมืองไปซ่อนไว้ที่เสาช้าง เจ้าเมืองจึงให้อ้ายใจและอ้ายคอเอาสัปคับไส่หลังช้างไปรับพระรูปนั้นมาทำนาย เมื่อ ๒ คนไปรับพระมาถึงกลาง ทางใกล้จะถึงเมือง พระก็หนักใจ เพราะตัวเองไม่มีวิชาด้านการทำนายเลย จึงนั่งบ่นบนหลังช้างมาตลอด ทางว่า “ใจคอ ๆ” ความช้างทั้งสองได้ยินเข้าก็ตกใจ เข้าใจว่าพระรู้ว่าตนเป็นขโมยจึงสารภาพว่าทั้ง สองนั้นลักเงินของเจ้าเมืองไปจริง จึงขอพระรูปนั้นให้บอกเพียงที่ซ่อนเงินแก่เจ้าเมืองเท่านั้น เมื่อได้ เงินมา เจ้าเมืองก็รู้ได้ว่าควาญช้างทั้งสองลักเงินไป จึงสั่งฆ่าเสียทั้งคู่และให้รางวัลแก่พระพร้อมทั้งให้สึก และมอบเรือนให้อยู่นอกเมืองพร้อมทั้งให้ทรัพย์สินและให้เมียด้วย พร้อมทั้งแต่งตั้งให้เป็นโหรประจำเมือง วันหนึ่งผัวเมียทั้งสองไปเก็บผักหาฟืนฟืนในป่า บังเอิญไปพบหมี ผัวกลัวจึงทิ้งมีดหนี ฝ่ายเมียก็ใช้มีด นั้นฆ่าหมีได้ ส่วนผัวเมื่อถึงบ้านแล้วก็เข้านอนคลุมโปงด้วยความกลัว เมื่อเมียถึงบ้านก็เรียกให้ผัวเปิดประตูรับ ตอนแรกผัวก็กลัวอยู่ ครั้นรู้ว่าเมียฆ่าหมีตายแล้วจึงไปบอกแก่เจ้าเมืองว่าตนเองฆ่าหมี เจ้าเมืองจึง ยกย่องว่าเก่งกล้าแล้วแต่งตั้งให้เป็นนายด่านและตั้งชื่อว่า “ไอ้หันหมี” วันหนึ่งมีข้าศึกมาประชิดเมือง เจ้าเมืองได้สั่งไอ้หันหมีไปรบ

นิทานพื้นบ้านเรื่อง ฮีต ๑๒ คอง ๑๔ (ฮีตบ้านคองเมือง)

นิทานพื้นบ้านเรื่อง ฮีต ๑๒ คอง ๑๔ (ฮีตบ้านคองเมือง) อักษรธรรม ๑ ผูก วัดหนองบัว ต.ท่าหลวง อ.ตระการพืชผล จ. อุบลราชธานี   ที่เมืองโพธิญาณนคร มีความเดือดร้อนเนื่องจากความเจ็บไข้ และยากจน เพิ่มมากขึ้น เศรษฐีคนหนึ่งจึงหาเหตุว่าเป็นเพราะอะไรบ้านเมืองจึงเดือดร้อนเช่นนี้ พระเถระชั้นผู้ใหญ่ของเมืองจึงแจ้งว่า เนื่องมาจากคนละทิ้งพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า บ้านเมืองจึงเดือดร้อนวุ่นวายเช่นนี้ มหาเถระแจ้งต่อไปว่า ถ้าทุกคนในบ้านเมืองปฏิบัติธรรมบ้านเมืองจะสุกใสรุ่งเรือง   ศีลที่คนต้องปฏิบัติคือ ศีล ๕ และศีล ๘ และปฏิบัติตามฮีต ๑๒ คอง ๑๔ ฮีต ๑๒ คือ ประเพณีทางศาสนาทั้ง ๑๒ เดือน ได้แก่  เดือน ๕ บุญสงกรานต์ ถือว่าเป็นวันขึ้นปีใหม่ ให้เอาดอกไม้ธูปเทียนไปวัด เลี้ยงภัตตาหารพระสงฆ์ ฟังเทศน์ มีบายศรีสู่ขวัญ เอาน้ำหอมผสมขมิ้นรดสรงแก่ผู้เฒ่าผู้แก่ ผู้ที่เคารพนับถือ   เดือน ๖  บุญบั้งไฟ ทำพิธีส่งบั้งไฟไปขอฝนจากพญาแถน 

นิทานพื้นบ้านเรื่อง เสียวสวาสดิ์

นิทานพื้นบ้านเรื่อง เสียวสวาสดิ์ อักษรธรรม จำนวน ๒๐ ผูก วัดบ้านทุ่ง ต.แดงหม้อ อ.เขื่องใน จ. อุบลราชธานี   เสียวสวาสดิ์เป็นวรรณกรรมคำสอนที่มีเนื้อเรื่องแทรกเป็นนิทานสลับกับคำสอนตลอดทั้งเรื่อง   มีกฎุมพีชราผู้หนึ่งมีบุตร ๒ คน ชื่อ ศรีเฉลียว และเสียวสวาสดิ์   ต่อมาพ่อถึงแก่ความตาย ก่อนจะตายได้สั่งสอนลูกให้มีความโอบอ้อมอารีต่อผู้อื่น  อย่าเกียจคร้าน หมั่นหาความรู้อย่าคบคนโลเล   ให้เชื่อฟังคำพ่อแม่   แล้วยกตัวอย่างนกกระแดบเด้าที่ไม่ฟังคำสั่งสอนของพ่อแม่เลยจะถูกเหยี่ยวรุ้งจับได้  เมื่อเอาตัวรอดด้วยอุบาย ก็ได้ปฏิบัติตามคำสอนของพ่อแม่ เหยี่ยวรุ้งเลยตกถูกดินตาย นกกระแดบเด้าเลยรอดตัวมาได้   แต่คำสอนบิดามารดายังไม่เทียบเท่าคำสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งมีคำสอนว่า ความชั่วสามประการ คือ เพื่อนไม่ออกปากวานตนไปช่วยหนึ่ง   เพื่อนไม่ถามตนบอกหนึ่ง    ไม่มีใครชมตนกลับยกย่องตนเองหนึ่ง ผู้เป็นนักปราชญ์ย่อมไม่หวั่นไหวในโลกธรรม ๘ คือ  มีลาภ  เสื่อมลาภ  มียศ  เสื่อมยศ   ทุกข์  สุข  สรรเสริญ  นินทา    นักปราชญ์ย่อมไม่อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เลว เพราะสิ่งแวดล้อมกำหนด   คนควรอยู่ในที่ที่เป็นมงคล และมีนิทานเรื่องช้างพลายที่โจรเลี้ยง    มีความประพฤติเลว และต่อมาบัณฑิตเอาไปเลี้ยง มีความประพฤติดี  เช่นเดียวกับเรื่อง

นิทานพื้นบ้านเรื่อง สุริวงศ์

นิทานพื้นบ้านเรื่อง สุริวงศ์ อักษรธรรม ๑ ผูก วัดบ้านท่าไห ต.ท่าไห อ.เขื่องใน จ. อุบลราชธานี   ท้าวพรหมทัตและนางพิมพา  กษัตริย์แห่งนครเป็งจาน ออกประพาสป่าเพื่อล่าสัตว์ ท้าวพรหมทัตออกติดตามกวางทอง ซึ่งยักษ์แม่หม้ายแปลงมาล่อให้นางพิมพาติดใจ  นางจึงขอร้องให้ท้าวพรหมทัตจับกวางมาให้ เมื่อตามไปกวางทองจึงกลายร่างเป็นหญิงสาวทำให้ท้าวพรหมทัตหลงไหลจนรับมาเป็นมเหสีอีกองค์  นางยักษ์เพ็ดทูลใส่ร้ายนางพิมพา  จนท้าวพรหมทัตสั่งให้นำนางและโอรสคือท้าวสุริวงศ์ไปประหารชีวิต พระอินทร์ลงมาช่วยไว้ นางพิมพาและสุริวงศ์จึงต้องพลัดพรากจากบ้านเมืองไปอยู่ในป่า ขณะที่สองแม่ลูกนอนอยู่ในป่า ยักษ์ทศกัณฑ์ที่เป็นพ่อหม้ายเดินทางผ่านมาพบเกิดรักใคร่นางพิมพา   จึงคิดจะลักพานางไปเป็นมเหสี จึงอุ้มนางหนีจากลูกไปไว้ในเมืองยักษ์ แต่ทศกัณฑ์ก็เข้าใกล้นางไม่ได้ เพราะพระอินทร์บันดาลให้กายร้อนดังไฟ สุริวงศ์ตื่นนอนขึ้นมาไม่พบแม่จึงออกติดตามไปเรื่อยๆ จนถึงอาศรมพระฤาษี  ได้ร่ำเรียนวิชาอาคมจนจบ และได้ลูกสาวบุญธรรมของพระฤาษี คือนางแก้วไกษร เป็นภรรยาแล้วจึงออกติดตามหามารดาต่อ ได้รบกับยักษ์และเชื้อวงศ์ของยักษ์จนชนะแล้วพามารดากลับคืนสู่เมืองเป็งจาน ขับไล่นางยักษ์แปลงให้กลับคืนเมืองไป ขณะเดียวกันกับพระฤาษีป่วย  ท้าวสุริวงศ์พานางบัวแก้วไกษรไปเยี่ยม ได้กินรีเป็นภรรยาเพิ่มอีกหกคน แต่ต้องพลัดพรากจากนางบัวแก้วไกษร นางต้องเดินป่าแปลงเพศเป็นพราหมณ์และได้รับความสะเทือนใจมาก เมื่อพบท้าวสุริวงศ์   แล้วท้าวสุริวงศ์สั่งให้ประหารชีวิต เพราะกำลังหลงใหลในรักใหม่อยู่  เดือดร้อนถึงพระอินทร์ต้องมาลักเอาศพของนางบัวแก้วไกษรหนีไป แล้วชุบให้คืนมา  แล้วเข้าเมืองเป็งจาน สุดท้ายทุกคนก็อยู่กันอย่างมีความสุข

นิทานพื้นบ้านเรื่อง สุพรหมโมกขาหมา ๙ หาง

นิทานพื้นบ้านเรื่อง สุพรหมโมกขาหมา ๙ หาง อักษรธรรม ๙ ผูก วัดโขงเจียมปุราณวาส ต.นาแวง อ.เขมราฐ จ. อุบลราชธานี   พระโพธิสัตว์เสวยชาติเป็นคนยากจน   พ่อแม่เป็นคนขอทานต้องกำพร้าแม่ตั้งแต่เล็กๆ พ่อได้เลี้ยงดูสุพรหมโมกขาพร้อมด้วยสุนัขที่มีหางเก้าหางซึ่งเกิดพร้อมกัน (สหชาติ) ก่อนตายพ่อของสุพรหมโมกขาได้สั่งว่า ถ้าพ่อตายลงให้เอาซากศพของพ่อไปไว้ที่ปลายนา เมื่อพ่อตายลงสุพรหมโมกขาก็ปฏิบัติตามคำสั่งของพ่อเป็นอย่างดี  ด้วยอานุภาพของความดีพืชผลในไร่นาจึงงอกงามอย่างผิดปกติ และพระอินทร์ได้ส่งนางไข่ฟ้าให้ลงมาอยู่ในกะโหลกศพ และคอยดูแลบ้านเรือน  ข้าวปลาอาหารเวลาสุพรหมโมกขาไม่อยู่   อยู่ต่อมาสุพรหมโมกขาจึงจับตัวไว้ได้จึงอยู่กินแบบสามีภรรยา  กิตติศัพท์ความงามของนางไข่ฟ้าเลื่องลือไปถึงเจ้าเมืองตุตระนครเจ้าเมืองมีใจพาลและมักมากในกามตัณหาจึงใคร่จะได้นางไข่ฟ้ามาเป็นภรรยา ดังนั้นจึงท้าพนันกับสุพรหมโมกขาในการต่างๆ มี ชนไก่ ชนวัว ชนช้าง เป็นต้น   แต่ก็แพ้สุพรหมโมกขาทุกครั้งจึงบังคับให้สุพรหมโมกขาไปเอาดอกบัวที่เมืองบาดาลของพญานาค สุพรหมโมกขาจึงไปตามคำแนะนำของนางไข่ฟ้าผ่านเมือง พญามดง่าม พญายักษ์แล้วจึงถึงเมืองบาดาลได้ดอกบัวมาพร้อมทั้งลูกสาวของพญาทั้งสามเมืองนั้นด้วย เมื่อเอาไปถวายเจ้าเมืองแล้วเจ้าเมืองยังอยากได้นางไข่ฟ้าอยู่จึงหาวิธีใหม่ คือให้คนทำกลองขึ้นแล้วเอาเสนาอำมาตย์ผู้ฉลาดเข้าไปอยู่ในนั้นแล้วเอาไปฝากไว้ที่บ้านของสุพรหมโมกขา เพื่อจะสืบดูว่าอะไรเป็นของต้องห้าม (ขะลำ)ของสุพรหมโมกขาเมื่อรู้แล้วจึงเอากลองกลับมา แล้วทำอาหารสี่อย่าง คือ ไข่  ไข่มดง่าม เนื้องู และเนื้อหัวใจยักษ์ แล้วบังคับให้สุพรหมโมกขากิน  เมื่อสุพรหมโมกขากินแล้วภรรยาทั้งสี่คนเกิดโรคพยาธิเพราะเป็นของต้องห้าม (ขะลำ) จึงพากันหนีกลับเมืองของตน นางไข่ฟ้าก็ออกเดินป่าไปโดยสั่งความไว้กับสุนัขเก้าหางนั้นพร้อมแหวนวงหนึ่ง พอสุพรหมโมกขากลับมาถึงบ้านทราบเรื่องราวทั้งหมดจึงออกติดตามหานางไข่ฟ้า โดยมีสุนัขเก้าหางเป็นเพื่อนไปถึงแม่น้ำใหญ่แห่งหนึ่ง  พากันว่ายน้ำข้ามโดยสุนัขให้สุพรหมโมกขา จับหางจนกระทั้งหางทั้งเก้านั้นขาดหมด

นิทานพื้นบ้านเรื่อง สีทนต์ มโนราห์

นิทานพื้นบ้านเรื่อง สีทนต์ มโนราห์ อักษรธรรม ๔ ผูก วัดบ้านแดงหม้อ ต.แดงหม้อ อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี   ยังมีนครเป็งจาล มีกษัตริย์ชื่อ ท้าวอาทิตราช พระโพธิสัตว์ได้จุติในครรภ์พระเทวีของพระองค์ เมื่อประสูติแล้วทรงพระนามว่า สีทนต์ เมื่อประสูติมามีธนูอาวุธประจำพระองค์ติดมาด้วย แสดงถึงความเป็นผู้มีบุญบารมี   มีนายพรานคนหนึ่งไปล่าสัตว์ที่ป่าหิมพานต์  ไปช่วยกิตตินาคราชให้พ้นจากการคุกคามของยักษ์ นายพรานไปพบนางกินรี ชื่อมโนราห์ และพี่ของนางรวม ๗ คน มาเล่นน้ำในสระริมเขาไกรลาส  นายพรานจึงยืมบ่วงบาศจากพระยานาคไปคล้องนางมโนราห์ได้  แล้วนำนางไปถวายท้าวสีทนต์ ท้าวสีทนต์ยกนางไว้ในตำแหน่งมเหสี   ต่อมามีโจรมารุกรานนอกเมือง ท้าวสีทนต์จึงไปปราบโจร  ท้าวอาทิตราช ได้ทรงพระสุบินว่า ไส้ได้ไหลออกจากท้องจึงให้หมอโหรมาทายดู หมอโหรทายว่าจะต้องเอาเนื้อนางมโนราห์ เซ่นผีบ้านเมือง  นางมโนราห์จึงทำอุบายขอปีกหางจะรำให้ดู แล้วนางก็บินหนีไปยังเขาไกรลาส  ท้าวสีทนต์ไปปราบโจร ๓ เดือนก็สำเร็จ กลับมาไม่พบมโนราห์จึงออกตามหา ท้าวสีทนต์ไปตามหานางด้วยความยากลำบาก ไปพบพระฤาษีที่นางมโนราห์ฝากแหวนไว้ พระฤาษีชี้ทางไปและแนะนำเช่นการกินผลไม้ให้กินตามนก จะพบเส้นทางยากลำบาก ให้ปราบด้วยมะนาวเสกต่อมาพบยักษ์สูงเจ็ดชั่วลำตาล ให้ใช้ปืนยิง และข้ามแม่น้ำที่มีงูจงอาง งูเหลือม งูทำทาน เป็นแม่น้ำที่มีพิษ  พ้นจากตรงนั้นจะต้องเกาะหลังนกอินทรีย์ไปจนกว่านกอินทรีย์จะพาบินไปถึงป่าหิมพานต์ของนางมโนราห์  ในที่สุดท้าวสีทนต์ก็ได้พบกับนางมโนราห์สมดังปรารถนา

นิทานพื้นบ้านเรื่อง สังข์ศิลป์ชัย

นิทานพื้นบ้านเรื่อง สังข์ศิลป์ชัย ต้นฉบับปริวรรตเป็นอักษรไทย โดยนายปรีชา พิณทอง โรงพิมพ์ศิริธรรม   ที่นครเปงจาล พระยากุศราช เป็นเจ้าเมือง มีน้องสาวรูปงามชื่อนางสุมุณฑา  วันหนึ่งนางไปชมสวน มียักษ์กุมภัณฑ์มาอุ้มเอานางไปยังเมืองอโนราช  แล้วแต่งตั้งเป็นมเหสี   พระยากุศราชเสียใจมาก   จึงออกบวชติดตามไปถึงเมืองจำปา และได้พบธิดาทั้ง ๗ ของนันทะเศรษฐี จึงสึกและขอนางเป็นมเหสี   พระยากุศราชเรียกมเหสีทั้ง ๘ มา ให้ทุกนางตั้งจิตอธิษฐานขอเอาลูกชายผู้มีบุญฤทธิ์มาเกิด  เพื่อจะได้ติดตามเอานางสุมุณฑากลับคืนมา พระอินทร์ได้ส่งเทพ ๓ องค์มาเกิดในท้องนางทั้งสอง  องค์หนึ่งเกิดเป็นสีโห (หัวเป็นช้าง) เกิดในท้องเมียหลวง องค์สองศิลป์ชัย (เป็นคน) และสังข์ทอง (หอยสังข์) เกิดในท้องเมียน้อย   เมียหกคนได้คนสามัญมาเกิด  โหรหลวงได้ทำนายว่าลูกที่เกิดจากเมียน้อยและเมียหลวงจะเป็นผู้มีบุญ  คำทำนายของโหร ไม่เป็นที่พอใจของมเหสีทั้งหก  มเหสีทั้งหกจึงว่าจ้างให้โหรทำนายใหม่ โหรเห็นแก่อามิสสินจ้างจึงทำนายใหม่ว่าลูกที่เกิดจากมเหสีทั้ง ๖ มีฤทธิ์เดชมาก ลูกที่เกิดจากนางจันทาและนางลุน เป็นทั้งคนทั้งสัตว์  เกิดมาอาภัพอัปปรีย์และจัญไร  เมื่อประสูติ พระยากุศราชจึงขับไล่นางจันทา นางลุน  พร้อมพระโอรสออกจากเมือง พระอินทร์เล็งเห็นความทุกข์ยาก  จึงมาเนรมิตเมืองไว้ต้อนรับให้ได้อยู่อาศัย ยังเมืองนครศิลป์แห่งนี้  พระยากุศราชเมื่อขับไล่เมียแล้วให้โอรสทั้งหกไปตามเอาน้องสาวของตนคืนจากยักษ์กุมภัณฑ์ 

นิทานพื้นบ้านเรื่อง พื้นเวียง (พื้นเวียงจันทน์)

นิทานพื้นบ้านเรื่อง พื้นเวียง (พื้นเวียงจันทน์) อักษรธรรม ๕ ผูก วัดป่าก้าว ต.โนนสมบูรณ์ อ.นาจะหลวย จ.อุบลราชธานี   นครเวียงจันทน์ มีกษัตริย์ชื่อพระอนุรุธราชเจ้า มีมเหสีฝ่ายขวาชื่อคำปอง  มเหสีฝ่ายซ้ายชื่อคำจันทร์ มีพระธาตุพนมเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวลาว ต่อมาเกิดพายุแผ่นดินแยกและเกิดฟ้าผ่าพระธาตุพนมอันเป็นที่สักการะบูชาพังพินาศอันเป็นลางร้ายของบ้านเมืองมาถึง ยกบัตรเมืองโคราช ขออนุญาตราชสำนักสยามเพื่อขอปราบพวกข่าที่ดอนโขง บ้านด่าน  เมื่อได้รับพระบรมราชานุญาต หลวงยกบัตรได้ออกมาขูดรีดชาวพื้นเมือง    ยกทัพโจมตีชาวพื้นเมือง ผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก  พระยาไกรเจ้าเมืองภูขันไม่ยอมอ่อนต่อเมืองโคราช ได้ร้องเรียนมายังราชสำนักสยาม  ราชสำนักสยามได้ส่งคุณมหาอมาตย์ขึ้นไปไต่สวนความ เมื่อพบกับหลวงยกบัตรเมืองโคราช ก็ได้รับคำเพ็ดทูลและได้รับสินบน   คุณมหาอมาตย์เดินทางกลับเพื่อไปรายงานต่อราชสำนักสยาม  พระยาไกรได้ฟ้องร้องไปอีก   คุณมหาอมาตย์ก็เดินทางไปอีกเช่นเคย  ยกบัตรจึงจัดเครื่องบรรณาการข้าทาสถวายราชสำนักด้วย  หลวงยกบัตรได้รับแต่งตั้งเป็นพระยาพรหมภักดีและสัญญาว่าเจ้าเมืองโคราชถึงแก่กรรมแล้วจะให้พระยาพรหมภักดีขึ้นครองเมืองแทน  พระยาพรหมภักดีเป็นคนโปรดปรานของราชสำนักสยามได้กดขี่ขูดรีดชาวพื้นเมืองมากขึ้นในที่สุดชาวพื้นเมืองซึ่งมีชาวข่ารวมอยู่ด้วย มีหัวหน้าคือเจ้าหัวสา ตั้งตัวอยู่เขาเก็ดโง้ง บ้านหนองบัว แขวงจำปาศักดิ์ มีพวกข่ามากมายขึ้นมาเผาเมืองจำปาศักดิ์ เจ้าเมืองจำปาศักดิ์หนีไปหาพระยาพรหม พระอนุรุธราช เจ้าเมืองเวียงจันทน์ออกมาปราบปรามและจับเจ้าหัวสาได้   เมื่อได้ทำการสอบสวนเจ้าหัวสา   เจ้าหัวสาก็สารภาพว่าพระยาพรหมภักดีเป็นผู้ยุแหย่ แต่พระยาพรหมปฏิเสธ  จากสาเหตุดังกล่าว ทำให้ทั้งสองขัดแย้งกันมากขึ้น จากการสอบสวน แม้พระยาพรหมภักดีจะมีความผิด แต่ทรงเห็นว่ามีคุณต่อแผ่นดินก็ยกโทษให้ พระอนุรุธราชทูลขอให้ราชบุตรของพระองค์ ครองเมืองจำปาศักดิ์ ก็ทรงอนุญาต พระยาพรหมภักดีเห็นว่า